หากท่านเคยชมสุดยอดซีรี่ย์เรื่อง Game of Thrones ทางช่อง HBO ซึ่งเป็นซีรี่ย์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และถูกสร้างมาถึง 8 sesons ท่านคงคุ้นเคยและรู้จักกับชายร่างเล็กที่ชื่อ Tyrion Lannister ซึ่งเป็นบุตรในตระกูล Lannister ที่ร่ำรวยและทรงอำนาจที่สุดใน Westeros แต่เขาเลือกใช้ชีวิตเสเพลเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและโหดร้ายที่คนในตระกูลทำกับเขาไว้ แต่แล้วด้วยโชคชะตาและด้วยความสามารถที่ซ่อนอยู่ ทำให้เขาได้กลายเป็นขุนนางของฝั่งตรงข้ามที่กลับมาต่อสู้แย่งชิงอำนาจกับครอบครัวของตนเอง และผู้ที่แสดงเป็น Tyrion Lannister ได้สมบทบาทอย่างยอดเยี่ยมนั่นก็คือ “ปีเตอร์ ดิงค์เลจ (Peter Dinklage)” ชายร่างเล็กที่เป็นสุดยอดนักแสดงแห่งวงการ Holywood โดยได้รับการการันตีจากรางวัลเกือบทุกเวทีที่เขาเคยได้รับ และต่อไปนี้คือเรื่องราวต่างๆ ของเขา “ปีเตอร์ ดิงค์เลจ”
เร่ิมต้นการเดินทาง และ การเผชิญหน้ากับความแตกต่าง
ปีเตอร์ ดิงค์เลจ เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 1969 ในเมือง Morristown รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเกิดมาพร้อมกับภาวะอะคอนโดรพลาเซีย (Achondroplasia) ซึ่งเป็นภาวะแคระที่ทำให้ร่างกายของเขาไม่เจริญเติบโตตามปกติ
ในวัยเด็กปีเตอร์ต้องเผชิญกับการถูกล้อเลียนและกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมโรงเรียน และตัวเขาเองก็ยอมรับว่ามันเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุด ที่ตัวเขาเกิดมาแตกต่างไม่เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้และเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของตนเอง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องราวในวัยเด็กของเขาว่า “ในช่วงเด็กจนถึงวัยรุ่น ผมรู้สึกชีวิตของผมมันช่างขมขื่นซะเหลือเกิน มันทำให้ผมโกรธ และเกลียดกับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็ช่วยทำให้ผมมีแรงผลักดันให้ตัวผมพยายามพิสูจน์ตัวเองว่า ผมจะข้ามกำแพงเวรนี่ไปได้”
ปีเตอร์ชื่นชอบในการแสดงตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนพี่ชายคนเดียวของเขา “Jonathan” ชื่นชอบในการเล่นไวโอลิน เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงพี่ชายว่า “พี่ชายของเขาเป็นนักแสดงตัวจริงของครอบครัว” ด้วยความรักในการแสดงของทั้งสองคน ครั้งหนึ่งเคยร่วมกันเปิดการแสดงละครหุ่นกระบอกให้กับคนระแวกบ้านของพวกเขาได้ชมกัน
สำหรับผลงานที่สร้างชื่อด้านการแสดงให้กับเขาในวัยเด็ก คือ การแสดงละครเวทีในชื่อเรื่อง “The Velveteen Rabbit” ตอน Grade 5 ซึ่งเขาได้รับคำชมว่าเป็นเด็กที่พรสวรรค์ทางด้านการแสดงเป็นอย่างมาก
เส้นทางสู่นักแสดง การก้าวข้ามอุปสรรค และความสำเร็จ
หลังจากเรียนจบจากสถาบันการแสดง Benington College สาขาการละคร ในปี 1991 ปีเตอร์และเพื่อนของเขา Ian Bell ได้ตัดสินใจที่จะเดินทางมา New York เพื่อตั้งคณะละครขึ้น โดยเขาได้เช่าอพาร์ทเมนท์เล็กๆ อยู่กับเพื่อน ซึ่งเขาเคยเล่าชีวิตในช่วงนี้ให้ฟังว่า “ผมต้องเช่าอพาร์ทเมนต์อยู่ ซึ่งผมไม่เคยเห็นว่าจะมีที่ไหนที่มีหนูมากขนาดนี้มาก่อน” แต่ความตั้งใจของเขาและเพื่อนก็ไม่ประสบความสำเร็จ ตัวเขาต้องหยุดชีวิตการจะเป็นนักแสดงอยู่ช่วงหนึ่ง เพื่อออกไปทำงานบริษัทประมวลข้อมูลอยู่หลายปี และจึงได้กลับมาเป็นนักแสดงอาชีพเต็มตัว
แต่ด้วยความที่ร่างกายของเขาไม่เหมือนกับคนทั่วไป การที่ต้อง Cast งานแข่งกับนักแสดงคนอื่นๆ ยิ่งเป็นเรื่องยากแบบทวีคูณ การถูกปฏิเสธแทบจะเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาเลย รวมไปถึงบทที่เขาได้การเสนอส่วนใหญ่ก็จะเป็นบทคนแคระ หรือบทที่มีความผิดปกติทางร่างกายแบบเขา แต่แล้วความพยายามของเขาก็สำเร็จผล เมื่อเขาได้รับบทให้แสดงในหนังตลก-ดราม่า เรื่อง “Living in Oblivion” ซึ่งได้ผลตอบรับอย่างดีมาก ถึงแม้จะใช้งบประมาณการสร้างไม่สูงมากนัก และหลังจากนั้นเขาก็เร่ิมได้รับบทแสดงในเรื่องต่างๆ มากขึ้นเป็นลำดับ
สำหรับผลงานที่สร้างชื่อให้ปีเตอร์อย่างจริงจัง คือการแสดงในบท Finbar McBride ที่เป็นชายเงียบขรึม และแยกตัวเองออกจากสังคม ไปใช้ชีวิตในสถานีรถไฟร้าง ในหนังตลก-ดราม่า เรื่อง “The Station Agent” ของผู้กำกับชื่อ Tom McCathy ในปี 2003 ซึ่งจากบทบาทนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลสาขานักแสดงนำยอดเยี่ยม จาก Indepent Spirit Award และ Screen Actors Guild Award รวมไปถึงได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ภาพยนต์อย่างมากมาย หลังจากนั้นปีเตอร์ก็มีผลงานทั้งภาพยนต์ ซีรีย์ และละครเวทีอย่างต่อเนื่อง
จากความสามารถในการแสดงอันยอดเยี่ยมของปีเตอร์ ทำให้เขาได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมในโปรเจคต์ ซีรี่ย์ “Game of Thrones” ทางช่อง HBO ในบท Tyrion Lannister โดยในครั้งแรกที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับโปรเจคต์นี้ เมื่อประมาณปี 2009 ปีเตอร์มีความลังเลที่จะรับบทนี้เพราะคิดว่า เขาอาจได้เสนอบทให้เป็นคนแคระหรือเอลฟ์ ซึ่งเขาคงไม่รับบทแบบนี้อย่างแน่นอน แต่จากการพูดคุยกันกับทีมงาน ปีเตอร์ก็รับที่จะเล่นในบทนี้ก่อนที่การประชุมทีมจะเสร็จสิ้นเสียอีก ซึ่งได้สร้างความยินดีให้ทีมงานเป็นอย่างมาก ถึงกับมีทีมงานท่านหนึ่งกล่าวว่า “ถ้าเขาไม่ยอมรับบทนี้ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะทำอย่างไร”

จากบท Tyrion Lannister จาก “Game of Thrones” ที่ออกอากาศระหว่างปี 2011-2019 ที่ช่อง HBO ปีเตอร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์เป็นอย่างมาก ปีเตอร์ได้สร้างตัวละครที่ชื่อ Tyrion ให้เป็นตัวละครที่น่าหลงใหล น่าจดจำและเป็นที่รักมากที่สุดตัวละครหนึ่งในซีรี่ย์เรื่องนี้ นอกจากนี้ปีเตอร์ยังได้รับรางวัลอย่างมากมายในบทบาทนี้ อาทิ เช่น Emmy Award สาขา Outstanding Supporting Actor in a Drama Series ถึง 4 ครั้ง (2011, 2015, 2018 และ 2019) และ รางวัลลูกโลกทองคำในปี 2011
บทสรุปของเรื่องราว และสิ่งน่าประทับใจ
ปัจจุบันปีเตอร์ ถือว่าเป็นนักแสดงที่ได้รับการยอมรับจากวงการเป็นอย่างมาก โดยเขาได้อาศัยกับภรรยาและลูกทั้งสองคนใน New York แต่ถึงแม้เขาจะประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับ และชื่นชมในความสามารถทางการแสดงเป็นอย่างมาก แต่เขาเองก็รู้ว่ายังมีคนอื่นๆ ที่มีสภาพร่างกายที่เป็นแบบเขา และยังไม่ได้รับยอมรับอยู่อีกมาก ซึ่งตัวเขาก็แสดงออกถึงเรื่องนี้อย่างชาญฉลาด
โดยครั้งหนึ่ง ในพิธีมอบรางวัลลูกโลกทองคำ ปี 2012 ซึ่งปีเตอร์ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม หลังจากขึ้นรับรางวัลเขาได้พูดกับผู้ชมว่า เขากำลังคิดถึงสุภาพบุรุษคนหนึ่งชื่อของเขาคือ “มาร์ติน เฮนเดอร์สัน” และแนะนำให้ผู้ชมค้นหาชื่อของเขาใน Google
ซึ่งในเวลาต่อมาทราบว่า มาร์ติน เฮนเดอร์สัน เป็นชายร่างแคระจากประเทศอังกฤษ ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกผู้คนในบาร์ทำการโยนคนแคระ (Dwarf-tossing หรือ Midget-tossing) ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงแบบหนึ่ง ซึ่งจะเอาคนแคระมาแข่งโยนวัดระยะความไกลกัน นั่นทำให้ชื่อของ “มาร์ติน เฮนเดอร์สัน” ติดเทรนด์ในโซเชียลมีเดียทั่วโลก และในเวลาต่อมามาร์ตินก็เสียชีวิตลงในปี 2016
จากเรื่องราวชีวิตของปีเตอร์ ดิงค์เลจ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนประสบความสำเร็จ ทำให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ปีเตอร์ไม่เคยทิ้งความฝันในด้านการแสดงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และเมื่อโตขึ้นเขาได้ต่อสู้และพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เข้ารัก ถึงแม้จะไม่ได้รับการยอมรับหรือมีอุปสรรคมากมายสักเพียงไหน ความฝันก็เป็นสิ่งเดียวที่ปีเตอร์ไม่เคยทิ้งมันไปในระหว่างการเดินทางของชีวิตเขา
การยอมรับกับปัญหาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ปีเตอร์แสดงให้เห็น และทำให้เขาสามารถเดินหน้าไปสู่อนาคตได้ ตัวเขามีปัญหาที่ร่างกายที่แคระไม่เหมือนคนทั่วไป ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่าเขามีร่างกายเป็นแบบนี้ แต่ตัวเขาเองก็มองว่ามันไม่ใช่เป็นปัญหาสำหรับเขา แต่มองว่ามันเป็นปัญหาของคนอื่นที่มาล้อเลียน หรือด้อยค่าตัวเขามากกว่า เมื่อเขาสามารถมองอุปสรรคหรือปัญหาในมุมมองใหม่ และยอมรับมันได้ ชีวิตของเขาก็สามารถเดินหน้าไปได้อย่างที่ใจต้องการ
เมื่อคุณได้อ่านเรื่องราวของปีเตอร์ ดิงค์เลจแล้ว ลองสำรวจตนเองว่า เคยมีความฝันที่ยังทำไม่สำเร็จมัย และที่ไม่สำเร็จเป็นเพราะปัญหาหรืออุปสรรค ที่เรามองว่ามันขวางกั้นความฝันของเราอยู่บ้างหรือเปล่า?

ใส่ความเห็น