ในยุคสมัยที่ทุกสิ่งดูจะเร่งรีบและเต็มไปด้วยความซับซ้อน มนุษย์มักถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่า “ความสุข” คือสิ่งที่ต้องไขว่คว้า ต้องวิ่งตามหาจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในหน้าที่การงาน ชื่อเสียง การมีคนรัก หรือภาพชีวิตที่สมบูรณ์แบบในสายตาผู้อื่น เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแสวงหาสิ่งเหล่านี้ ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อได้มาแล้ว ชีวิตจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่ยั่งยืน แต่บ่อยครั้ง ที่เราก็รู้สึกว่าตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้ว่า มันคือความสุขที่แท้จริงๆ หรือ?
จากการบรรยายธรรมของ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เรื่อง “พบสุขโดยไม่ต้องตามหา” ที่ชี้เห็นแก่นแท้ของความสุข แท้จริงนั้นหาใช่สิ่งที่ต้องตามหาจากที่ไหนไกล หากแต่อยู่ใกล้ตัวเราเสมอ อยู่ในตัวเราตลอดเวลา รอเพียงเราหยุด แล้วหันกลับมามองให้เห็นมันเท่านั้นเอง บทความนี้จึงขอสรุปสาระสำคัญของการบรรยายธรรมในครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ และเหมือนเป็นการชี้ทางสว่างในการค้นพบความสุขที่แท้จริง ที่เราเฝ้าตามหามาทั้งชีวิต
ความสุขที่ซ่อนเร้นในความปกติของชีวิต
มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุไม่ถึง 30 ปี ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า “ทำไมคนเราต้องตามหาความสุข ในเมื่ออยู่ไปวันๆ มันก็ดีอยู่แล้ว?” คำถามนี้สะท้อนมุมมองที่น่าคิด เพราะในแง่หนึ่ง ผู้ที่ถามอาจกำลังมีความสุขอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว การที่ใครสักคนสามารถ “อยู่ไปวันๆ ได้” โดยไม่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อหาอยู่หากิน หาปัจจัยสี่มาประทังชีวิต ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งแล้ว อย่างน้อยก็คือไม่ต้องทนทุกข์ไปกับการกระเสือกกระสนเหล่านั้น
พระอาจารย์ไพศาลชี้ให้เห็นว่า หลายครั้งเราไม่ได้ตระหนักเลยว่าชีวิตที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ แม้จะไม่ได้วิเศษเลิศเลออะไรมากนัก แต่มันก็เป็นเพราะมี “ความสุขเจืออยู่ในชีวิต” ของเราต่างหาก เรามักไม่รู้ตัวจนกว่าจะถึงวันที่ปราศจากมัน
ท่านเปรียบเทียบเรื่องนี้กับ “น้ำมะเขือเทศ” หรือ “นมเปรี้ยว” ที่เราดื่มแล้วรู้สึกเปรี้ยว แต่แท้จริงแล้วในนั้นมีน้ำตาลผสมอยู่ หากไม่มีน้ำตาลเลย รสชาติจะเปรี้ยวยิ่งกว่านี้หลายเท่า ชีวิตคนเราก็เช่นกัน หากไม่มีความสุขเจือปนอยู่เลย เราจะรู้สึกถึงความทุกข์ยากลำบากมากกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่าตัวนัก ความสุขที่ว่านี้อาจเป็นความสุขพื้นฐาน เช่น การกินอิ่มนอนอุ่น การมีบ้านเรือนคุ้มหัว การมีสุขภาพที่ดี ไม่ต้องหนีภัยสงคราม หรือหวาดระแวงคนที่จะมาทำร้าย แม้แต่คนที่รู้สึกเบื่อชีวิต หรือรู้สึกว่าชีวิตมันทุกข์เหลือเกิน ก็ยังมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ เจือปนอยู่ด้วยเสมอ หากไม่มีความสุขนั้นเลย ชีวิตคงหนักหนาสาหัสกว่านี้มากนัก
ดังนั้น จึงควรขอบคุณความสุขเหล่านั้น และหากความสุขเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เพิ่มพูนมากขึ้น เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตไม่ใช่แค่ “อยู่ไปวันๆ” แต่จะมีพลังในการดำเนินชีวิต มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
เมื่อเราเลิกตามหา…ความสุขจึงปรากฏ
ทำไมคนเราต้องตามหาความสุข? คำถามนี้อาจเกิดขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่เหนื่อยกับการตามหาความสุข เนื่องจากรู้จักแต่ความสุขชนิดเดียว นั่นคือ ความสุขที่เกิดจากการเสพ หรือความสุขที่เกิดจากการกิน ดื่ม เที่ยว เล่น ช้อปปิ้ง ความสุขแบบนี้ต้อง “ตามหา” ต้อง “ไล่ล่า” และต้อง “เหนื่อย” ไม่ใช่แค่เหนื่อยกับการหาร้านที่ถูกใจ แต่ยังเหนื่อยกับการหาเงินเพื่อไปเสพสุขเหล่านั้น
พระอาจารย์ไพศาลเปรียบความสุขที่ต้องตามหาเหมือน “ผีเสื้อ” ที่โบยบินเร็วและจับต้องยาก คนส่วนใหญ่พยายามไล่จับมันด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่ผีเสื้อก็พยายามหนี บินฉวัดเฉวียน ทำให้การไล่ตามเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าและมักไม่สมหวัง
แต่ท่านเสนอวิธีที่ดีกว่านั้น คือ “เพียงแค่ปลูกต้นไม้ ปลูกไม้ดอกในหน้าบ้านหรือบริเวณบ้าน ผีเสื้อก็จะมาเอง” มาเองโดยที่เราไม่ต้องไล่ล่า ความสุขแบบนี้ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากการบริโภคหรือเสพสุขภายนอก แต่เป็นความสุขที่เกิดจากการ “ทำความดี” และ “ทำจิตใจให้เจริญงอกงาม” คนที่ทำความดี ทำจิตใจให้งดงาม แม้ไม่ปรารถนาความสุข ความสุขก็จะมาหาเอง
“อย่ามัวแต่วิ่งไล่ผีเสื้อ แต่จงปลูกสวนไว้ แล้วผีเสื้อจะมาเอง” — พระไพศาล วิสาโล
ความสุขชนิดนี้อาจจะมา “ช้า” กว่า เพราะกว่าดอกไม้จะบานกว่าผีเสื้อจะรู้ก็ต้องใช้เวลา ไม่เหมือนกับการเข้าไปในป่าตามจับผีเสื้อที่ดูเหมือนจะเร็ว แต่ความสุขที่ได้มาเร็วก็มักจากไปเร็วเช่นกัน ในทางกลับกัน ความสุขที่มาจากการปลูก “สวน” แห่งความดีงามในใจนั้น แม้จะมาถึงช้ากว่า แต่กลับ ยั่งยืนกว่า และทำให้ชีวิตมีชีวิตชีวา ไม่เบื่อง่าย
ผู้ที่รู้สึกว่าชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินเที่ยว ไม่มีเงินกินดื่มช้อปปิ้ง บางคนอาจร่ำรวยมากด้วยซ้ำ แต่หลังจากตามหาและได้ความสุขเหล่านั้นมามากมายแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกสมอยากหรือพอใจสักที สุดท้ายก็รู้สึกเบื่อหน่าย และกลับมาที่จุดเดิมคือ “ชีวิตนี้แค่อยู่ไปวันๆ”
ในทางตรงข้าม ความสุขที่เกิดจากการได้ทำความดี ทำจิตใจให้งดงาม นอกจากจะไม่ต้องเหนื่อยกับการไล่ล่าแล้ว ยังทำให้รู้สึกว่าชีวิตได้รับการเติมเต็ม มีชีวิตชีวาในการดำรงอยู่ในโลกนี้อย่างแท้จริง
ความสุขแบบเสพติด VS ความสุขที่เป็นอิสระ
ในสังคมปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยความบันเทิง การบริโภค และการแสดงออกบนโซเชียลมีเดีย ผู้คนจำนวนมาก พยายามเติมเต็มความว่างเปล่าภายใน ด้วยสิ่งเร้าภายนอก เช่น การช้อปปิ้ง การดูซีรีส์แบบมาราธอน ยอดไลค์และคอมเมนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือการโพสต์ภาพชีวิตที่ดูดี เพื่อหวังจะได้ “ความสุข” มาชดเชยความรู้สึกขาดหรือความไม่มั่นคงในใจ
แต่ความสุขลักษณะนี้เป็นเหมือน “ยาเสพติด” ที่ให้ความอิ่มเอมชั่วคราว แล้วก็กลับเข้าสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักอิ่ม ทำให้ต้องวิ่งไล่ล่าตามหาไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
พระอาจารย์ไพศาลกล่าวว่า ความสุขที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการได้สิ่งที่เราต้องการเสมอไป แต่เกิดจาก “ใจที่รู้จักพอ ใจที่ยอมรับ ใจที่อยู่กับปัจจุบัน” เช่นเดียวกับการนั่งเงียบๆ อยู่ใต้ต้นไม้ หายใจเข้า-ออกอย่างมีสติ เราอาจไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้นในชีวิตเลยในขณะนั้น แต่กลับรู้สึกสงบอย่างลึกซึ้ง และนั่นคือ “ความสุขที่ไม่ต้องพึ่งพาอะไรเลย” เป็นความสุขที่เกิดจากภายใน เป็นอิสระจากสิ่งเร้าภายนอก
ทางสายกลางของความสุข: ฝึกใจให้เปิดรับปัจจุบัน
แล้วเราจะเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ที่ไม่ต้องตามหาได้อย่างไร? พระอาจารย์ไพศาลไม่ได้ให้คำตอบที่ซับซ้อน แต่เสนอแนวทางเรียบง่ายที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำไปปฏิบัติได้ ดังนี้
ฝึกสติ: หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ ฝึกใจให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ว่ากำลังทำอะไร ให้รู้ตัวในสิ่งที่กำลังทำอยู่
เปิดใจยอมรับ: หยุดดิ้นรนกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอนของชีวิต การเจ็บป่วย หรือความสูญเสียต่างๆ การยอมรับตามความเป็นจริงช่วยให้จิตใจสงบ
มองความสุขในสิ่งเล็กๆ: แสงแดดยามเช้า กลิ่นกาแฟหอมกรุ่น เสียงนกร้อง ความอบอุ่นจากคนในครอบครัว หรือแม้แต่ช่วงเวลาสงบเมื่ออยู่คนเดียว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “ของขวัญเล็กๆ จากชีวิต” ที่เรามักมองข้ามไป เพราะมัวแต่เพ่งมองและโฟกัสกับสิ่งใหญ่ๆ ที่ต้องไขว่คว้า
การมีจุดหมายที่ดีงามในชีวิต: การที่คนเรามีจุดหมายในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นจุดหมายที่ดีงาม เช่น การช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือดร้อน หรือการทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคร้ายที่รู้สึกหมดหวังในชีวิต แต่เมื่อได้ไปเป็นจิตอาสาที่โรงพยาบาล สถาบันประสาท ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก แนะนำญาติและผู้ป่วยจากต่างจังหวัด ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การได้ตื่นเช้ามาแล้วรู้ว่าวันนี้จะได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ทำให้ชีวิตมีเป้าหมาย มีชีวิตชีวา และช่วยให้ใจไม่ดำดิ่งสู่ความหดหู่ หรือความคิดเกินเลย
การลงมือทำความดี: การคิดดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากถูกความเกียจคร้าน ความเบื่อหน่าย หรือความเฉื่อยชาครอบงำ เหมือนคนที่รู้ว่าปลูกไม้ดอกแล้วดี ผีเสื้อจะมา แต่ไม่ลงมือทำเพราะไม่มีเรี่ยวแรงหรือรู้สึกเบื่อหน่าย คนที่ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมก็เช่นกัน หากไม่ลงมือหาจุดหมายและทำสิ่งดีๆ ก็จะจมอยู่ในความห่อเหี่ยว แต่เมื่อใดก็ตามที่ลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ สร้างคุณค่า สร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นหรือส่วนรวม ความรู้สึกมีชีวิตชีวาจะเกิดขึ้นทันที และจะไม่มีคำถามว่า “อยู่ไปทำไม” อีกต่อไป เพราะได้ค้นพบคำตอบแล้ว
ความสุขไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือวิถีที่เราก้าวเดิน
การเข้าใจว่าความสุขไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “มีจากการได้มา” แต่เป็นสิ่งที่ต้อง “เป็นจากการดำรงอยู่และวิธีคิด” คือหัวใจสำคัญของคำสอนนี้ เราไม่จำเป็นต้องรอให้ชีวิตครบพร้อม ไม่ต้องรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะแม้แต่ในวันที่เหนื่อยล้า ทุกข์ใจ หรือรู้สึกว่าล้มเหลว เราก็ยังมีโอกาสที่จะสัมผัส “ความสุขที่แท้จริง” ได้ หากเรารู้จักมองอย่างเข้าใจ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการหยุดการวิ่ง ตามหาความสุขที่อยู่ภายนอก แล้วหันกลับมาพบความสุขที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด ซึ่งอยู่ในหัวใจของเรานั่นเอง การคิดถึงผู้อื่น การเห็นคุณค่าในการช่วยเหลือผู้อื่น และการลงมือทำสิ่งดีๆ เป็นการปลุกเมตตากรุณาในใจ ซึ่งเป็นกุศลธรรมที่สามารถปลุกให้เรา มีชีวิตชีวาและมีความสุขได้ เพราะชีวิตที่คิดถึงแต่ตัวเองมักจะจมอยู่ในความทุกข์ได้ง่าย
ท้ายที่สุด เรื่องราวเหล่านี้ย้ำเตือนว่า การมีจุดหมายที่ดีงามและการลงมือทำสิ่งดีๆ เปรียบเสมือนการปลูกดอกไม้ไว้ในบริเวณบ้าน ไม่นานผีเสื้อแห่งความสุขก็จะโบยบินเข้ามาหาเราเองโดยที่เราไม่ต้องไล่ล่า
ขอบคุณความเมตตาของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ที่ท่านได้ชี้นำหนทางแห่งการพบความสุขที่แท้จริง โดยไม่ต้องดินร้น หรือตามหาแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่ต้องการซึมซับคำสอนต้นฉบับ สามารถรับชมธรรมบรรยายของพระไพศาล วิสาโล ได้ที่นี่:

ใส่ความเห็น