ซู ปิงเทียน: ลมกรดเอเชียผู้ทลายกำแพง 10 วินาที

Published by

on

ซู ปิงเทียน นักวิ่งระยะสั้นชาวจีน สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการวิ่ง 100 เมตรต่ำกว่า 10 วินาที เขาเอาชนะข้อจำกัดทางสรีระและความกดดันด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนัก รวมถึงการมีวินัยสูง มุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตัวเอง เขาคือแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วเอเชีย.

ผมแค่อยากจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า นักกีฬาผิวเหลืองก็สามารถวิ่งได้เร็วเช่นกัน” – ถ้อยคำอันทรงพลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ของเด็กหนุ่มจากเมืองเล็กๆ ในประเทศจีน แต่คือปณิธานอันแรงกล้าที่ผลักดันให้ ซู ปิงเทียน (Su Bingtian – 苏炳添) ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักวิ่งระยะสั้นชาวเอเซีย ที่ทลายกำแพงความเชื่อ และข้อจำกัดทางสรีระ ด้วยการเป็น นักวิ่งชาวเอเชียโดยกำเนิดคนแรกที่สามารถวิ่ง 100 เมตรได้ต่ำกว่า 10 วินาที ความสำเร็จของซู ปิงเทียน ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่หล่อหลอมขึ้นจากหยาดเหงื่อ ความมุ่งมั่น การฝึกฝนอย่างหนักหน่วง และหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ

บทความนี้จะพาทุกท่านไปพบเรื่องราวของ “ซูเสิน” (苏神) หรือ “เทพซู” ซึ่งคือฉายาที่แฟนๆ ชาวจีนตั้งให้ด้วยความชื่นชม และการถอดบทเรียนล้ำค่าจากชีวิตของลมกรดแห่งเอเชียผู้นี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนกล้าที่จะไล่ตามความฝันและสร้างตำนานในแบบฉบับของตนเอง

ซู ปิงเทียน ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1989 ณ เมืองจงซาน มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้แตกต่างจากเด็กทั่วไปในชนบทมากนัก เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านกีฬาโดดเด่น แต่พรสวรรค์ด้านความเร็วของเขา เริ่มฉายแววให้เห็นตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น เมื่อครูพละสังเกตเห็นความสามารถในการวิ่งที่โดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมชั้น จึงสนับสนุนให้เขาหันมาเอาดีทางด้านกรีฑาอย่างจริงจัง

ในช่วงแรก ซู ปิงเทียน ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักวิ่งระยะสั้น 100 เมตรโดยตรง เขาเคยลองฝึกฝนการกระโดดสูงมาก่อน แต่ด้วยรูปร่างและสรีระที่อาจจะไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร ทำให้เขาเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับการวิ่งระยะสั้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับพรสวรรค์ของเขามากกว่า การตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญบนเส้นทางสู่การเป็นตำนาน

ความมุ่งมั่นและความทุ่มเทในการฝึกซ้อม ทำให้ฝีเท้าของซู ปิงเทียน พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาสร้างชื่อเสียงในระดับเยาวชนของประเทศ และค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจนติดทีมชาติจีนในที่สุด การได้เป็นตัวแทนของประเทศ คือความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ และเป็นแรงผลักดันให้เขาต้องการที่จะพัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่ระดับโลก

เบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬาระดับโลกทุกคน คือการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง เกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ และซู ปิงเทียน ก็ไม่มีข้อยกเว้น การเป็นนักวิ่งระยะสั้น 100 เมตร ซึ่งเป็นรายการที่ตัดสิน ผลแพ้ชนะกันในเสี้ยววินาที ทุกรายละเอียดมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ตั้งแต่การออกสตาร์ท การเร่งความเร็ว การรักษาความเร็วปลาย และการเข้าเส้นชัย ทุกองค์ประกอบต้องถูกฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นสัญชาตญาณ

ชีวิตประจำวันของซู ปิงเทียน เต็มไปด้วยตารางการฝึกซ้อมที่เข้มงวด เขาต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝึกซ้อมในลู่ วิ่งซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในโรงยิม และให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อฟื้นฟูร่างกาย วินัยคือหัวใจสำคัญ เขาต้องต่อสู้กับความเหนื่อยล้า อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ และความท้อแท้ที่อาจแวะเวียนเข้ามาเป็นครั้งคราว

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่ง ในการพัฒนาฝีเท้าของซู ปิงเทียน คือ แรนดี้ ฮันติงตัน (Randy Huntington) โค้ชชาวอเมริกันผู้มากประสบการณ์ ซึ่งเข้ามาดูแลการฝึกซ้อมของทีมกรีฑาจีน ฮันติงตันได้นำวิทยาศาสตร์การกีฬา และเทคนิคการฝึกซ้อมที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้กับซู ปิงเทียน มีการวิเคราะห์ท่าทางการวิ่งอย่างละเอียด การปรับเปลี่ยนเทคนิคเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การเปลี่ยนขาที่ใช้ออกสตาร์ทจากขาขวาเป็นขาซ้าย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ท้าทาย และต้องใช้เวลาในการปรับตัวอย่างมาก แต่ซู ปิงเทียน ก็เปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงและทุ่มเทฝึกฝนตามคำแนะนำของโค้ชอย่างเต็มที่

ความทุ่มเทของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามฝึกซ้อม แต่ยังรวมถึงการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการวิ่ง สรีรวิทยา และจิตวิทยาการกีฬา เขาเป็นนักกีฬาที่ใฝ่รู้และไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตนเอง ความมุ่งมั่นที่จะเป็น “เวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง” คือสิ่งที่ผลักดันให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งแล้วครั้งเล่า

ในโลกของกรีฑา โดยเฉพาะการวิ่ง 100 เมตรชาย ตัวเลข “10 วินาที” ถือเป็นกำแพงศักดิ์สิทธิ์ เป็นหมุดหมายที่แบ่งแยกระหว่าง นักวิ่งระดับโลกกับนักวิ่งทั่วไป การวิ่งต่ำกว่า 10 วินาทีได้นั้น ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยพรสวรรค์ทางร่างกายที่ยอดเยี่ยม แต่ยังต้องผ่านการฝึกฝนที่เข้มข้นและมีเทคนิคที่สมบูรณ์แบบ

เป็นเวลานานที่เชื่อกันว่า นักกีฬาจากทวีปเอเชีย โดยเฉพาะชาวเอเชียตะวันออก มีข้อจำกัดทางสรีระบางประการที่ทำให้ยากต่อการแข่งขันกับนักวิ่งจากทวีปอื่น โดยเฉพาะนักวิ่งที่มีเชื้อสายแอฟริกันหรือแคริบเบียน ซึ่งมักจะมีโครงสร้างร่างกายและลักษณะกล้ามเนื้อที่เอื้อต่อการวิ่งระยะสั้นมากกว่า กำแพง 10 วินาที จึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไกลเกินฝันสำหรับนักวิ่งเอเชียจำนวนมาก

แต่ ซู ปิงเทียน ไม่เคยเชื่อในข้อจำกัดเหล่านั้น เขาเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและความเป็นไปได้ที่จะทลายกำแพงนี้ลงให้ได้ เขาทำงานอย่างหนัก พัฒนาเทคนิค และค่อยๆ ทำเวลาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และแล้ววันที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกก็มาถึง…

ในวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 ณ การแข่งขันกรีฑา ไดมอนด์ ลีก รายการพรีฟอนเทน คลาสสิก (Prefontaine Classic) ที่เมืองยูจีน รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ซู ปิงเทียน สร้างความตกตะลึงให้กับวงการกรีฑาโลก ด้วยการวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับสามด้วยเวลา 9.99 วินาที เขากลายเป็น นักกีฬาชาวเอเชียโดยกำเนิดคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถทำลายกำแพง 10 วินาทีลงได้สำเร็จ (ก่อนหน้านี้มีนักกีฬาเชื้อสายเอเชียแต่ถือสัญชาติอื่นที่เคยทำได้) 

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จส่วนตัวของเขา แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของคนจีนทั้งประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ให้กับนักวิ่งรุ่นน้องทั่วทวีปเอเชีย รวมไปถึงแรงผลักดันอันส่งพลังที่ส่งให้ ซู ปิงเทียน เดินหน้าพัฒนาตนเองต่อไป จนสามารถทำลายสถิติของตนเองได้อีกหลายครั้ง จนกระทั่งสร้างผลงานที่น่าจดจำที่สุดในชีวิต จากการแข่งขันในโอลิมปิก 2020 ณ กรุงโตเกียว

แม้จะประสบความสำเร็จในการทำลายกำแพง 10 วินาที และคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันระดับทวีปมามากมาย รวมถึงได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปักกิ่ง 2008, ลอนดอน 2012, และริโอ 2016 แต่ผลงานก็การวิ่งของซู ปิงเทียนก็อาจยังไม่โดดเด่นจนที่เป็นที่จดจำมากนัก จนมาถึงโอลิมปิก 2020 ณ กรุงโตเกียว(ซึ่งแข่งขันในปี 2021 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19)

ในรอบรองชนะเลิศการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย ซู ปิงเทียน ในวัย 32 ปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างมากสำหรับนักวิ่งระยะสั้น ได้สร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง ด้วยการวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งในฮีทของตนเอง พร้อมทำลายสถิติเอเชียที่เขาเคยทำไว้ ด้วยเวลาอันน่าทึ่ง 9.83 วินาที! สถิตินี้ไม่เพียงแต่ทำให้เขาผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 100 เมตรชายในโอลิมปิกได้สำเร็จ แต่ยังเป็นเวลาที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกในปีนั้น และทำให้เขากลายเป็นนักวิ่ง ที่ไม่ได้มีเชื้อสายแอฟริกันที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ในขณะนั้น

ซู ปิงเทียน นักวิ่งระยะสั้นชาวจีน สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการวิ่ง 100 เมตรต่ำกว่า 10 วินาที เขาเอาชนะข้อจำกัดทางสรีระและความกดดันด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนัก รวมถึงการมีวินัยสูง มุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตัวเอง เขาคือแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วเอเชีย.

แม้ในรอบชิงชนะเลิศ ซู ปิงเทียน จะจบการแข่งขันในอันดับที่ 6 ด้วยเวลา 9.98 วินาที และไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาครองได้ แต่การได้ยืนอยู่บนลู่วิ่งในรอบชิงชนะเลิศ 100 เมตรชายโอลิมปิก เคียงข้างกับนักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลก ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ และเป็นประวัติศาสตร์สำหรับตัวเขาและทวีปเอเชีย เขากลายเป็น ชาวจีนคนแรกที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ 100 เมตรชายในโอลิมปิก และถือเป็นตำนานนักวิ่งระยะสั้นของเอเซีย ซึ่งตัวเขาที่เขียนหน้าประวัติศาสตร์ครั้งนี้ด้วยความมุ่งมั่น และความพยายามของตนเอง

ความสำเร็จของ ซู ปิงเทียน ในการทลายกำแพง 10 วินาที และการก้าวขึ้นมาเป็นนักวิ่งระดับโลกนั้น มีความพิเศษและน่าชื่นชมอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงอุปสรรคและความท้าทายที่เขาต้องเผชิญอันได้แก่  ความเชื่อและข้อจำกัดทางสรีรวิทยา ที่มีความเชื่อมายาวนานว่า นักกีฬาจากเอเชียตะวันออก อาจมีข้อจำกัดทางสรีระเมื่อเทียบกับนักวิ่งจากภูมิภาคอื่น รวมไปถึงตัวซู ปิงเทียนเองก็มีส่วนสูงประมาณ 172 เซนติเมตร ถือว่ามีรูปร่างเล็กกว่านักวิ่งระดับโลกหลายคน การที่เขาสามารถทำความเร็วได้ในระดับนี้ จึงเป็นการท้าทายความเชื่อดั้งเดิม และพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคนิค การฝึกฝน และจิตใจที่แข็งแกร่ง สามารถชดเชยข้อจำกัดทางกายภาพบางประการได้

ซู ปิงเทียน นักวิ่งระยะสั้นชาวจีน สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการวิ่ง 100 เมตรต่ำกว่า 10 วินาที เขาเอาชนะข้อจำกัดทางสรีระและความกดดันด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนัก รวมถึงการมีวินัยสูง มุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตัวเอง เขาคือแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วเอเชีย.

นอกจากนี้อุปสรรคด้านอายุก็มีส่วนไม่น้อย เพราะว่า นักวิ่งระยะสั้นมักจะทำผลงานได้ดีที่สุดในช่วงวัย 20 ต้นๆ ถึงกลางๆ แต่ซู ปิงเทียน สามารถทำลายสถิติส่วนตัวและสถิติเอเชียได้ในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป (ทำสถิติ 9.83 วินาที ขณะอายุ 32 ปี) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการดูแลรักษาสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม วินัยในการฝึกซ้อมที่สม่ำเสมอ และการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งแม้จะอายุมากขึ้น

และสุดท้ายคือ อุปสรรคที่มาจาก แรงกดดันและความคาดหวัง ในฐานะนักวิ่งความหวังของจีนและทวีปเอเชีย ซู ปิงเทียน ต้องแบกรับแรงกดดันและความคาดหวังมหาศาลจากแฟนกีฬาและสื่อมวลชน การรับมือกับแรงกดดันเหล่านี้และยังคงทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง

แต่อุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้เอง ที่ทำให้ความสำเร็จของ ซู ปิงเทียน ยิ่งมีความหมายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากยิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยาน: ซู ปิงเทียน มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึง เขาไม่เคยพอใจกับความสำเร็จเดิมๆ แต่พยายามผลักดันตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

การทำงานหนักและวินัยเหล็ก: ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ ซู ปิงเทียน ทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างหนักและมีวินัยในตนเองอย่างเคร่งครัด นี่คือรากฐานสำคัญของความสำเร็จทั้งหมด

ความเชื่อมั่นในตนเอง: แม้จะต้องเผชิญกับความเชื่อเรื่องข้อจำกัดทางสรีระหรือคำวิจารณ์ต่างๆ แต่ซู ปิงเทียน ก็ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและทีมงาน

การเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและการเรียนรู้: การกล้าที่จะเปลี่ยนเทคนิคการวิ่งครั้งสำคัญในช่วงกลางอาชีพ ที่เปลี่ยนวิธีการใช้ขาในออกสตาร์ท  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องเปิดใจยอมรับมากพอสมควร และต้องต่อสู้กับอัตตาจากความเคยชินตนเอง ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น และความกระหายที่จะเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ

บทเรียนเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามกีฬา แต่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกเป้าหมายในชีวิต

จากเด็กหนุ่มในเมืองเล็กๆ สู่การเป็น “เทพซู” บนลู่วิ่งระดับโลก เส้นทางของ ซู ปิงเทียน ได้จุดประกายความฝันและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนับล้าน โดยเฉพาะเยาวชนในเอเชีย ให้กล้าที่จะฝันใหญ่และไล่ตามความฝันนั้นอย่างสุดกำลัง เขาได้เปลี่ยนความเชื่อที่ว่า “เป็นไปไม่ได้” ให้กลายเป็น “เป็นไปได้แล้ว” เขาคือสัญลักษณ์ของความหวัง ความมุ่งมั่น และพลังของมนุษย์ที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด

แม้ว่าอาชีพนักกีฬาจะมีช่วงเวลาของมัน แต่ตำนานและแรงบันดาลใจที่ ซู ปิงเทียน ได้สร้างไว้ จะยังคงอยู่คู่กับวงการกรีฑาและเป็นแสงสว่างนำทางให้กับนักสู้ผู้มีความฝันต่อไปอีกนานเท่านาน เพราะเขาคือเครื่องยืนยันว่า “ความเร็ว” ที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่สถิติบนนาฬิกาเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดกันที่ “ความเร็ว” ของหัวใจที่ไม่เคยหยุดที่จะก้าวไปข้างหน้า

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. https://en.wikipedia.org/wiki/Su_Bingtian
  2. https://www.springnews.co.th/news/813471
  3. https://www.britannica.com/sports/Olympic-Games
  4. https://worldathletics.org/athletes/pr-of-china/bingtian-su-14171509
  5. https://kids.britannica.com/students/article/Su-Bingtian/634667

ใส่ความเห็น