หลายครั้งที่เราโหยหาชีวิตที่ปราศจากความเหนื่อยยาก และเต็มไปด้วยความสุขสบาย บางคนอาจวาดฝันถึง “สวรรค์” ที่มีแต่การกิน นอน เล่น โดยไม่ต้องทำงานหรือรับผิดชอบใดๆ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่จะเกิดขึ้นในสังคมแห่งการแข่งขัน การเอาตัวรอดเฉกเช่นในปัจจุบัน แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากคำปรารถนาต่างๆ ข้างตนเป็นจริง มันจะเป็นสวรรค์จริงๆ สำหรับเราทุกคนจริงหรือ?
บทความนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสกับนิทานเซน เพื่อค้นหาว่าเหตุใดความสุขสบายที่ไร้ซึ่งการงานและความท้าทาย จึงอาจกลายเป็นความทุกข์ทรมานที่เลวร้ายยิ่งกว่า และเราจะนำบทเรียนนี้มาปรับใช้เพื่อสร้างชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหมายและความสุขที่ยั่งยืนได้อย่างไร
บทนำสู่เรื่องเล่า: ปริศนาธรรมจากอาจารย์เซนถึงเหล่าศิษย์
ณ อารามเซนอันเงียบสงบ อาจารย์เซนผู้เปี่ยมด้วยเมตตาได้รับลูกศิษย์ใหม่หลายคนเข้ามาศึกษาธรรมะ แต่เมื่อพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว อาจารย์ยังมองไม่เห็นผู้ใดที่มีคุณสมบัติและความมุ่งมั่นมากพอที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของปรัชญาเซนได้อย่างแท้จริง ศิษย์ใหม่เหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงยึดติดอยู่กับความสุขสบายทางโลก บางคนก็ตะกละในอาหารการกิน บางคนก็เกียจคร้านหลีกเลี่ยงการทำงานและการฝึกฝน พวกเขามองหาความสุขจากสิ่งภายนอก โดยหารู้ไม่ว่าความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ใกล้ตัวยิ่งกว่าที่คิด
ด้วยความปรารถนาที่จะชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง อาจารย์เซนจึงได้เรียกเหล่าศิษย์มาประชุมพร้อมกัน แล้วเริ่มเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง เรื่องราวที่ดูเหมือนจะกล่าวถึงดินแดนในฝัน แต่กลับซ่อนไว้ซึ่งบทเรียนอันขมขื่นและสัจธรรมแห่งชีวิต…
เรื่องจากอาจารย์เซน: ประตูสู่ดินแดน “แห่งความสุข” ที่พลิกผัน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายผู้หนึ่ง เมื่อสิ้นอายุขัย วิญญาณของเขาก็ได้ละจากร่าง ล่องลอยไปตามกระแสแห่งกรรม จนกระทั่งมาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่งอันดูงดงามตระการตา ที่หน้าประตูทางเข้าอันใหญ่โตโอฬาร เขาได้พบนายทวารบาลผู้หนึ่งยืนรออยู่ นายทวารผู้นั้นมีใบหน้ายิ้มแย้มและเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า:
“ดูก่อนท่านผู้มาใหม่… ข้าเห็นว่าท่านคงจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาไกล ที่นี่คือสถานที่อันแสนวิเศษที่พร้อมจะต้อนรับท่าน” นายทวารหยุดเล็กน้อย มองสำรวจวิญญาณนั้น แล้วจึงเอ่ยถามต่อ “ข้าขอถามท่านสักเล็กน้อย ท่านชอบลิ้มรสอาหารอันโอชะใช่หรือไม่? … ที่นี่เรามีอาหารเลิศรสหลากหลายชนิด เตรียมพร้อมให้ท่านได้บริโภคอย่างไม่ขาดสาย”
วิญญาณผู้มาใหม่พยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น
นายทวารยิ้มกว้างขึ้น “แล้วท่านชอบการพักผ่อนนอนหลับด้วยใช่ไหม? … วิเศษเลย! ที่นี่ท่านจะนอนหลับนานเท่าใดก็ได้ตามใจปรารถนา จะไม่มีผู้ใดมารบกวนการพักผ่อนอันแสนหวานของท่านแม้แต่น้อย”
แววตาของวิญญาณผู้มาใหม่เริ่มเป็นประกาย
“และแน่นอน” นายทวารกล่าวเสริม “ท่านย่อมรักในความสนุกสนานเพลิดเพลินด้วยใช่หรือไม่? … ยอดเยี่ยม! สถานที่แห่งนี้มีกิจกรรมบันเทิงเริงรมย์มากมายสุดคณานับ ให้ท่านได้เลือกทำอย่างอิสระเสรี ไม่มีวันเบื่อหน่าย”
“ยิ่งไปกว่านั้น” นายทวารกระซิบราวกับจะบอกความลับสำคัญ “ข้าทราบดีว่าท่านคงจะรังเกียจการทำงานหนักใช่หรือไม่? … พอดีเหลือเกิน! ที่นี่ข้ารับประกันได้ว่า ท่านจะไม่ต้องขยับกายทำสิ่งใดเลยแม้แต่น้อยนิด ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่มีผู้ใดมาวุ่นวายหรือสั่งให้ท่านทำนั่นทำนี่อย่างแน่นอน!”
เมื่อวิญญาณผู้มาใหม่ได้ยินถ้อยคำอันแสนไพเราะและข้อเสนออันยั่วยวนใจเช่นนั้น ก็บังเกิดความปีติยินดีเป็นล้นพ้น เขามั่นใจเหลือเกินว่าตนเองได้เดินทางมาถึง “ประตูสวรรค์” แดนสุขาวดีที่ใฝ่ฝันถึงมาตลอดชีวิตแล้ว! ด้วยความลิงโลดใจ เขาจึงตอบตกลงที่จะพำนักอยู่ในสถานที่แห่งนี้โดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
วันเวลาในช่วงแรกผ่านไป วิญญาณผู้นั้นใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการ กินอาหารเลิศรส นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม และเล่นสนุกกับกิจกรรมบันเทิงต่างๆ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขารู้สึกราวกับว่านี่คือชีวิตในฝันที่แท้จริง ความทุกข์ความกังวลใดๆ ที่เคยมีในโลกมนุษย์ล้วนเลือนหายไปสิ้น มีแต่ความสำราญใจ
แต่แล้ว… เมื่อเวลาผ่านไปได้ราวสามเดือน วิญญาณผู้มาใหม่เริ่มรู้สึกว่า อาหารที่เคยเลิศรสเริ่มจืดชืดไร้รสชาติ ความสุขสบายจากการนอนหลับเริ่มกลายเป็นความเนือยหน่าย กิจกรรมบันเทิงที่เคยตื่นตาตื่นใจกลับกลายเป็นความซ้ำซากจำเจ เขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่ “กิน นอน เล่น” วนเวียนไปอย่างไร้จุดหมาย ความรู้สึกว่างเปล่าไร้คุณค่าเริ่มเข้ามาในจิตใจ
ด้วยความอึดอัด เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปพบนายทวารอีกครั้ง แล้วเอ่ยถามว่า “ท่านนายทวาร ข้าพำนักอยู่ที่นี่มาพอสมควร แรกเริ่มก็รู้สึกเป็นสุขดี แต่บัดนี้วันเวลาเช่นนี้ นานวันเข้ากลับไม่มีสิ่งใดดีงามอย่างที่คิด เนื่องเพราะข้าเล่นมากเกินไป จนไม่เหลือสิ่งใดที่น่าสนุกสำหรับข้าอีกต่อไปแล้ว กินก็อิ่มหนำสำราญมากเกินไปจนร่างกายอ้วนเอาๆ นอนก็มากเกินไปจนสติปัญญาเริ่มเชื่องช้าเลอะเลือน ข้าอยากจะถามท่านว่า พอจะมีงานการอันใดให้ข้าได้ทำบ้างหรือไม่? ข้ารู้สึกว่าหากไม่ได้ทำอะไรเลย ชีวิตมันช่างไร้ค่าสิ้นดี”
นายทวารมองวิญญาณ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “สหายเอ๋ย… ข้าต้องขออภัยท่านด้วยจริงๆ ณ สถานที่แห่งนี้ ไม่มีงานอันใดให้ท่านทำเลยแม้แต่น้อย”
วิญญาณผู้มาใหม่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกผิดหวัง แต่ก็ยังคงต้องทนใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไป วันเวลาผันผ่านไปอีกกว่าสามเดือน ความเบื่อหน่ายและความรู้สึกไร้ค่าได้กัดกินจิตใจของเขารุนแรงยิ่งขึ้น ร่างกายที่เคยอ้วนพีก็เริ่มดูอิดโรยเพราะขาดการเคลื่อนไหว สติปัญญาที่เคยเฉียบแหลมก็ยิ่งมืดบอดลงเพราะไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ทั้งหมดนี้มันช่างว่างเปล่า ไร้คุณค่าและทรมานเหลือเกิน
ในที่สุด เขาก็ทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว! เขาจึงไปหานายทวารอีกเป็นครั้งที่สาม คราวนี้เขาเอ่ยขึ้นด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านว่า “ท่านนายทวาร! ข้าสุดจะทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปได้แล้ว! หากท่านยังคงยืนกรานว่าจะไม่ยอมมอบหมายงานอื่นใดให้ข้าทำอีก ข้าคิดว่า… ข้ามิสู้ไปตกนรกขุมที่ร้อนแรงที่สุด ยังจะดีเสียกว่าการต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความว่างเปล่าเช่นนี้!”
เมื่อได้ฟังคำพูดอันสิ้นหวังของวิญญาณนั้น นายทวารที่เคยยิ้มแย้มกลับมีสีหน้าเคร่งขรึมลง แล้วจึงเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบว่า…”ดูก่อนท่านผู้หลงผิด ท่านคิดว่าสถานที่ที่ท่านพำนักอยู่นี้ คือสวรรค์อย่างนั้นหรือ?”
วิญญาณนั้นนิ่งอึ้งไปกับคำถามที่ไม่คาดคิด
นายทวารจึงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า “แท้จริงแล้ว… ที่นี่คือ ‘นรก’ ต่างหาก! นรกขุมที่ลึกที่สุดและทรมานที่สุด! เพราะสถานที่แห่งนี้ทำให้ท่านไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้ปัญญา ไม่ต้องสร้างสรรค์สิ่งใด ไม่มีอนาคตให้เฝ้ารอคอย มีแต่จะต้องเสื่อมสลายผุพังไปอย่างช้าๆ ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ การถูกทรมานด้วยความสุขสบายอันจอมปลอมเช่นนี้ มันกลับสร้างความทุกข์ระทมอันใหญ่หลวงยิ่งกว่าการต้องปีนภูเขาที่เต็มไปด้วยคมมีด หรือการต้องลงไปแช่อยู่ในกระทะทองแดงอันร้อนระอุเสียด้วยซ้ำไป… เนื่องเพราะมันกัดกร่อนและทำลายล้างไปจนถึงแก่นแท้แห่ง ‘ความเป็นมนุษย์’ และ ‘จิตวิญญาณ’ ของท่านจนหมดสิ้น!”
“นรกที่แสนสบาย”: ความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณที่น่ากลัว:
คำพูดของนายทวารที่ว่า “ที่นี่คือนรก” เพราะมัน “ทำให้เจ้าไม่ต้องคิด ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ได้แต่เสื่อมสลายไปเรื่อยๆ” คือหัวใจสำคัญของเรื่อง การถูกพรากโอกาสในการใช้ความคิด การเรียนรู้ การแก้ปัญหา และการตั้งเป้าหมาย คือการทำลาย “ความเป็นมนุษย์” ที่ลึกซึ้งที่สุด มันคือ “ความตายทั้งเป็น” ทางจิตวิญญาณ แม้ร่างกายจะยังคงได้รับความสุขสบายทางวัตถุ แต่จิตใจกลับค่อยๆ เหี่ยวเฉาและมืดบอดลง นรกขุมนี้จึงน่ากลัวยิ่งกว่านรกที่ทรมานทางกาย เพราะมันกัดกร่อนความเป็นตัวตนของเราจากภายใน
นิทานเรื่องนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ความสุขเพียงชั่วคราว” ที่เกิดจากความเพลิดเพลินทางประสาทสัมผัส ซึ่งเป็นความสุขแบบผิวเผินและไม่ยั่งยืน เช่น การได้ดูซีรี่ส์สนุก, ได้โทรศัพท์ใหม่ กับ “ความสุขที่แท้จริง” ที่เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย มีเป้าหมาย ได้พัฒนาตนเอง และได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น
นอกจากนี้จาก เจ้าวิญญาณในนิทาน อาจจะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า อิสรภาพที่แท้จริง ซึ่งรวมถึงเราหลายคนในโลกใบนี้ ที่เข้าใจว่าอิสรภาพที่แท้จริง คือ การปราศจากภาระหน้าที่หรือความรับผิดชอบใดๆ เลย เหมือนอย่างในนิทานที่ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องขวนขวายใดๆ แต่ก็สามารถกิน เที่ยวเล่น ได้ตามใจนึก แต่อิสรภาพที่แท้จริงคือ การที่เราได้เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เลือกที่จะทำสิ่งใดๆ ที่มีคุณค่าทั้งกับตนเอง และผู้อื่น
นำทางชีวิตด้วยปัญญาเซน: บทเรียนสู่การปฏิบัติในโลกปัจจุบัน
นิทานเรื่องนี้ ไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธความสุขหรือความสะดวกสบาย แต่กระตุ้นให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความสมดุล และการใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีความหมาย เราสามารถนำข้อคิดจากเรื่องนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
เราสามารถปรับมุมมองว่าอุปสรรค รวมไปความท้าทายต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตไม่ใช่ศัตรู หรือเครื่องมือทรมานชีวิต แต่เป็นโอกาส หรือเครื่องผลักดันให้เราได้มีโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ รวมไปถึงเป็นเครื่องฉายภาพให้เราเห็นตัวตนของเราว่า ตัวเรานั้นมีคุณค่า มีความหมายมากเพียงใด มีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นในทุกๆ วัน และเมื่อมองย้อนกลับมา ความภูมิใจในตนเองก็จะเกิดขึ้นเมื่อเรามองเห็นว่า เราได้ผ่านสิ่งต่างๆ ที่ยากลำบากมาได้อย่างไร และมากเพียงใด
บทสรุป: ความหมายที่แท้จริงซ่อนอยู่ในการ “ใช้ชีวิต”
บางที “สวรรค์” ที่เราตามหา อาจไม่ใช่สถานที่แห่งความสุขสบายอันเป็นนิรันดร์ แต่คือ “สภาวะจิตใจ” ที่สงบ มีปัญญา และเปี่ยมด้วยความหมาย ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เราได้ “ใช้ชีวิต” อย่างเต็มศักยภาพ ได้คิด ได้สร้างสรรค์ และได้เติบโตผ่านประสบการณ์ต่างๆ แม้จะต้องพบเจอกับความเหนื่อยยากบ้างก็ตาม นั่นอาจเป็นความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนกว่าความสุขสบายใดๆ ที่โลกภายนอกจะมอบให้ได้
ขอให้เราทุกคนค้นพบความสุขและความหมายใน “การกระทำ” และ “การเป็นอยู่” ของตนเองในทุกๆ วัน เพื่อไม่ให้ชีวิตกลายเป็น “นรกที่แสนสบาย” โดยไม่รู้ตัว

ใส่ความเห็น