“แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ: จากหญิงพิการ สู่ราชินีวีลแชร์ฟันดาบ

Published by

on

"แวว" สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบหญิงทีมชาติไทย เป็นแรงบันดาลใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา หลังเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ร่างกายเป็นอัมพาต เธอได้สร้างประวัติศาสตร์ในโลกกีฬา ด้วยการคว้าเหรียญทองในพาราลิมปิกและแชมป์โลกมากมาย สะท้อนถึงจิตวิญญาณนักสู้ที่ยิ่งใหญ่

“อย่ายอมแพ้” – คำสั้นๆ แต่ทรงพลังนี้ อาจเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดของเรื่องราวชีวิตอันน่าอัศจรรย์ของ “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบหญิงทีมชาติไทย ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งวงการวีลแชร์ฟันดาบโลก” เธอไม่ใช่แค่ตำนานนักกีฬาพาราลิมปิกผู้กวาดเหรียญทองมาประดับวงการกีฬาไทยอย่างต่อเนื่อง แต่คือสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณนักสู้ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา ผู้เปลี่ยนวิกฤตจากอุบัติเหตุพลิกชีวิต สู่โอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลกครั้งแล้วครั้งเล่า

เส้นทางของ “แวว สายสุนีย์” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันคือมหากาพย์แห่งการต่อสู้ การฝึกฝนอย่างหนักหน่วง การฝ่าฟันอุปสรรคทั้งทางร่างกายและจิตใจ และการยืนหยัดรักษามาตรฐานความเป็นเลิศมาได้อย่างยาวนาน บทความนี้จะพาทุกท่านไปสัมผัสเรื่องราวของเธอ ตั้งแต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต การค้นพบเส้นทางนักดาบบนวีลแชร์ การฝึกซ้อมที่เคี่ยวกรำจนก้าวสู่บัลลังก์แชมป์ การรักษามาตรฐานความเป็นหนึ่งอย่างต่อเนื่อง บทสัมภาษณ์ที่สะท้อนความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ ปัจจัยสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และบทเรียนล้ำค่าที่เราทุกคนสามารถเรียนรู้ได้จากชีวิตของ “ราชินีวีลแชร์ฟันดาบ” ผู้นี้

ชีวิตของ สายสุนีย์ จ๊ะนะ หรือ “แวว” ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ดำเนินไปเหมือนเด็กสาวต่างจังหวัดทั่วไป จนกระทั่งอายุ 17 ปี โชคชะตาก็เล่นตลกอย่างรุนแรง อุบัติเหตุไม่คาดฝันจากการซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของญาติเพื่อไปทำงาน ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสที่กระดูกสันหลัง ส่งผลให้ร่างกายช่วงล่างเป็นอัมพาต ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีกตลอดชีวิต

อุบัติเหตุครั้งนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กสาววัยแรกรุ่นไปตลอดกาล จากคนที่เคยเดินเหินได้คล่องแคล่ว ต้องมาใช้ชีวิตอยู่บนวีลแชร์ ความฝันและอนาคตที่เคยวาดไว้ดูเหมือนจะพังทลายลงตรงหน้า เธอเคยให้สัมภาษณ์กับ Stadim TH “ยอมรับว่าเคยคิดสั้นฆ่าตัวตายมาแล้ว เพราะเราไม่เหลืออะไรเลย” กว่า 5 ปีที่สายสุนีย์ ใช้เวลาในการปรับหัวใจเพื่อยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น   ร่วมกับครอบครัวของเธอ ที่คอยอยู่เคียงข้างเธอไม่เคยห่าง ให้กำลังใจและส่งพลังให้เธอลุกขึ้นสู้อีกครั้ง และสายสุนีย์ก็กลับมาใช้ชีวิตด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังอีกครั้ง ที่ ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหยาดฝน จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักฟื้นทางร่างกาย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบศักยภาพใหม่ๆ และเส้นทางที่ไม่คาดคิด

ที่ศูนย์ฯ หยาดฝน เธอได้พบปะเพื่อนผู้พิการ ได้เรียนรู้อาชีพ และที่สำคัญคือได้รู้จักกับ “กีฬา” เธอได้รับแรงบันดาลใจจากนักกีฬาคนพิการรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ สามารถเดินทางไปแข่งขันต่างประเทศ และมีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ทำให้เธอเห็นว่าความพิการไม่ได้หมายถึงจุดจบของชีวิต แต่ยังสามารถสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจได้ เธอเริ่มต้นด้วยการเล่น วีลแชร์บาสเกตบอล และด้วยพรสวรรค์และความมุ่งมั่น เธอก็พัฒนาฝีมือจนเก่งกาจถึงขั้นติดทีมชาติไทย 

แต่แล้วจุดเปลี่ยนสู่วงการฟันดาบก็มาถึง จากคำแนะนำของโค้ชชาวฮ่องกง และการเปิดอบรมเพื่อคัดเลือกนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคนแรกของไทยไปแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์ ในปี 1999 แม้ความรู้สึกแรกจะไม่ชอบกีฬาชนิดนี้เลย แต่เธอเชื่อในคำแนะนำที่ว่า กีฬาประเภทบุคคลอาจทำให้เธอไปได้ไกลกว่า เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการควบคุมของเธอเอง เธอจึงตัดสินใจเบนเข็มเข้าสู่โลกของวีลแชร์ฟันดาบอย่างเต็มตัว โดยไม่รู้เลยว่านี่คือเส้นทางที่จะนำเธอไปสู่การเป็นตำนานในเวลาต่อมา

การเป็นนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยทั้งความแข็งแกร่งทางร่างกาย ความรวดเร็วในการเคลื่อนไหววีลแชร์ ความแม่นยำในการใช้ดาบ และที่สำคัญคือสมาธิและไหวพริบในการอ่านเกมคู่ต่อสู้ สายสุนีย์ต้องทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงยิ่งกว่านักกีฬาปกติทั่วไป เธอเคยให้สัมภาษณ์กับรายการ “คุยนอกกรอบ” ทาง Thai PBS เกี่ยวกับความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมว่า “โค้ชให้เราฝึกแทงเป้า 1,000 ครั้ง เราก็ทำไปจนถึง 2,000 ครั้ง ตอนนั้นอายุแค่ 24 ปี จุดเริ่มต้นตอนเล่นกีฬา” 

จากความพยายามของสายสุนีย์เริ่มผลิดอกออกผล เธอสร้างชื่อเสียงได้อย่างรวดเร็วในเวทีระดับนานาชาติ การแข่งขันรายการใหญ่ครั้งแรกใน เฟสปิกเกมส์ ปี 1999 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และเธอก็สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้ามาถึง 2 เหรียญทอง สร้างความภาคภูมิใจมาทั้งตัวเธอ และคนที่อยู่รอบตัวเธอไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โค๊ช รวมไปถึงประเทศไทยด้วย รวมไปถึงเธอสามารถนำเงินรางวัลที่ได้จากการแข่งขัน ปลดหนี้ให้กับครอบครัวได้อีกด้วย เป็นความภาคภูมิใจก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ 

แต่น่าเสียดายที่เธอไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในพาราลิมปิก ปี 2000 ที่จัดขึ้น ณ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียได้ เนื่องจากคะแนนสะสมที่ได้รับจาการแข่งขันของเธอ ยังไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้   ซึ่งนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของเธอลดน้อยลง   แต่กลับเพิ่มความมุ่งมั่นและตั้งใจในการฝึกซ้อม และเข้าร่วมการแข่งขันรายการต่างๆ เพื่อเก็บคะแนนสะสม   เพื่อเป้าหมายต่อไปคือ พาราลิมปิก ปี 2004 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีช​

และการเดินทางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ก็ประสบผลตามที่ตั้งใจ เธอได้เข้าร่วมการแข่งขันในพาราลิมปิก ปี 2004 ณ กรุงเอเธนส์ ได้สำเร็จ  และประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาคนพิการไทย   ก็ได้ถูกเขียนขึ้นโดยสาวจากจังหวัดเชียงใหม่ ชื่อ สายสุนีย์ จ๊ะนะ ด้วยการที่สามารถเป็นนักกีฬาพาราลิมปิกหญิงคนแรกของไทย ที่คว้า เหรียญทอง ได้สำเร็จ จากการแข่งวีลแชร์ฟันดาบ ประเภทเอเป้ คลาสบี   นอกจากนี้เธอยังสามารถคว้าเหรียญทองแดง จากการแข่งวีลแชร์ฟันดาบ ประเภทฟอยล์ ได้อีกด้วย   และตำนานราชินีวีลแชร์ฟันดาบ ก็ได้เริ่ม ณ จุดๆ นี้ 

หลังจากนั้นสายสุนีย์ ก็ได้เหรียญทองแดง จากพาราลิมปิก ปี 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน   และกลับมาคว้าเหรียญทองได้อีกครั้งในพาราลิมปิก ปี 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ   โดยทั้งสองครั้งได้เหรียญรางวัลจากประเภทเอเป้ คลาสบี 

สำหรับพาราลิมปิกใน 2 ครั้งต่อมา คือ ที่กรุงริโอฯ ประเทศบราซิล และกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สายสุนีย์ก็สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ทั้งสองครั้ง   แต่สามารถทำได้เพียง เหรียญเงินและเหรียญทองแดง ตามลำดับ หรือนี้จะเป็นการปิดตำนานราชินีวีลแชร์ฟันดาบไว้เพียงเท่านี้?

นับที่สายสุนีย์สามารถคว้าเหรียญทองมาได้ จากพาราลิมปิก ปี 2000 ที่กรุงลอนดอน   กว่า 12 ปีจนถึงครั้งล่าสุดในปี 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่สายสุนีย์ไม่สามารถคว้าเหรียญทองมาได้เลย   เธอเข้าร่วมการแข่งขันในปี 2024 นี้ด้วยวัย 50 ปี ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมเหมือนในทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อาจเพิ่มความกระหายที่อยากพิสูจน์ตัวเอง  ที่จะกลับมาทวงบัลลังค์ราชินีวีลแชร์ฟันดาบได้อีกครั้งหรือไม่?  

สายสุนีย์ มุ่งมั่งฝึกซ้อมอย่างหนัก ดูแลรักษาสภาพร่างกาย และการปฏิบัติตามแผนการฝึกอย่างเคร่งครัด แม้อายุจะมากขึ้น แต่สายสุนีย์ยังคงรักษาวินัยในการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด ดูแลร่างกายให้พร้อมสมบูรณ์อยู่เสมอ   รวมไปถึง ความต้องการที่จะพิสูจน์ตนเอง และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ เป็นแรงผลักดันให้เธอ 

และจากความตั้งใจ ความเสียสละ และเธอสามารถสร้างปรากฎการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ ให้กับวงการกีฬาคนพิการของไทย ด้วย 3 เหรียญทอง จากการลงแข่งขัน 3 ประเภท คือ เอเป้ คลาสบี, ฟอยล์ คลาสบี และ เซเบอร์ คลาสบี กลายเป็น นักวีลแชร์ฟันดาบหญิงคนแรกของโลก ที่คว้า 3 เหรียญทองได้ในการแข่งขันพาราลิมปิกครั้งเดียว!   

"แวว" สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบหญิงทีมชาติไทย เป็นแรงบันดาลใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา หลังเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ร่างกายเป็นอัมพาต เธอได้สร้างประวัติศาสตร์ในโลกกีฬา ด้วยการคว้าเหรียญทองในพาราลิมปิกและแชมป์โลกมากมาย สะท้อนถึงจิตวิญญาณนักสู้ที่ยิ่งใหญ่

น้ำตาพร้อมกับรอยยิ้มของเธอ ที่ยืนบนโพเดียม ฟังเพลงชาติไทย และยืนดูธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา   เป็นภาพที่ทำให้คนทั้งโลก ไม่เฉพาะคนไทย ไม่เฉพาะคนพิการ หรือคนที่มีอวัยวะครบ 32 เห็นว่า ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็น และลุกขึ้นทำตามความฝันของตนเอง อย่างสุดชีวิต สักวันหนึ่ง ความสำเร็จจะโอบกอดคุณเหมือนยังเธอ “แวว สายสุนีย์ จ๊ะนะ” 

นอกจากความสำเร็จในพาราลิมปิคเกมส์แล้ว สายสุนีย์ ยังครองตำแหน่งแชมโลก ในการแข่งขันวีลแชร์ฟันดาบ คลาส บี ถึง 5 สมัย   และยังสามารถคว้าเหรียญทอง จาก เอเชียนพาราเกมส์ อีกหลายสมัย ด้วย 

ในพาราลิมปิคเกมส์ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายสำหรับเธอ   เธอยังมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมการแข่งขันฯ ในปี 2028 ที่จะจัดขึ้นที่ นครลอสแองเจลลิส ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย   ซึ่งถึง ณ ตอนนั้นสายสุนีย์ จะมีอายุครบ 54 ปี   และคงเป็นบทพิสูจน์อันมหึมาอีกครั้งหนึ่ง ที่จะมาทดสอบกับความมุ่งมั่นและตั้งใจของเธอ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่จะช่วยส่งให้ กับราชินีวีลแชร์ฟันดาบคนนี้ ให้นั่งอยู่บนบัลลังค์อีกครั้ง ด้วยความภาคภูมิ ทั้งจากของตัวเธอ และคนไทยทั้งประเทศ ขอเป็นพลังใจให้กับเธอ “แวว สายสุนีย์ จ๊ะนะ” 

จากเด็กสาวผู้ประสบอุบัติเหตุพลิกชีวิต สู่การเป็น “ราชินีวีลแชร์ฟันดาบโลก” และตำนานที่ยังลมหายใน ของพาราลิมปิกไทย สายสุนีย์ จ๊ะนะ คือบทพิสูจน์อันชัดเจนของคำว่า “อย่ายอมแพ้” เรื่องราวของเธอคือแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ที่แสดงให้เห็นว่าพลังใจ และความมุ่งมั่นสามารถนำพาเราก้าวข้ามได้ทุกขีดจำกัด ไม่ว่าโชคชะตาจะถาโถมเข้ามาหนักหนาเพียงใด

"แวว" สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบหญิงทีมชาติไทย เป็นแรงบันดาลใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา หลังเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ร่างกายเป็นอัมพาต เธอได้สร้างประวัติศาสตร์ในโลกกีฬา ด้วยการคว้าเหรียญทองในพาราลิมปิกและแชมป์โลกมากมาย สะท้อนถึงจิตวิญญาณนักสู้ที่ยิ่งใหญ่

ความสำเร็จ 8 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง จากพาราลิมปิก 6 สมัย แชมป์โลก 5 สมัย และเกียรติยศอีกมากมาย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่ของเธอ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ จิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ ความมีวินัย ความอ่อนน้อมถ่อมตน และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักกีฬารุ่นหลังและคนไทยทุกคนแม้เส้นทางข้างหน้าอาจมีความท้าทายรออยู่ แต่เชื่อมั่นได้ว่า “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ จะยังคง “ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด” ต่อไป และเรื่องราวของเธอจะยังคงเป็นตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้เราทุกคนกล้าที่จะลุกขึ้นสู้ ฝ่าฟันอุปสรรค และคว้าชัยชนะใน “สนามชีวิต” ของตนเองได้อย่างสง่างาม

แม้เส้นทางข้างหน้าอาจมีความท้าทายรออยู่ แต่เชื่อมั่นได้ว่า “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ จะยังคง “ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด” ต่อไป และเรื่องราวของเธอจะยังคงเป็นตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้เราทุกคนกล้าที่จะลุกขึ้นสู้ ฝ่าฟันอุปสรรค และคว้าชัยชนะใน “สนามชีวิต” ของตนเองได้อย่างสง่างาม

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. https://sport.trueid.net/detail/RQp2vO9XEK4B
  2. https://www.sanook.com/sport/1561884/
  3. ​​https://www.youtube.com/watch?v=Aq4JlumNyY4
  4. https://www.youtube.com/watch?v=EkEtpbxntJ4
  5. https://www.thaipbs.or.th/news/content/349447
  6. https://thestandard.co/paris-paralympic-games-2024-04092024-4/

ใส่ความเห็น