เบญจศีล & เบญจธรรม: GPS ของชีวิต สู่ความสงบที่แท้จริง

Published by

on

เบญจศีลและเบญจธรรมเป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา โดยเบญจศีลทำหน้าที่ป้องกันความชั่วร้ายและทำให้จิตใจสงบ ขณะที่เบญจธรรมส่งเสริมคุณธรรมและความเจริญ ประโยชน์จากการปฏิบัติตามทั้งสองจะนำมาซึ่งความสุขและความสงบทั้งต่อตนเองและสังคม.

เบญจศีล หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ศีล 5” เปรียบเสมือน “เกราะป้องกัน” ความทุกข์ที่อาจเกิดแก่เรา ด้วยข้อห้ามหรือการงดเว้นการกระทำที่ไม่ดีงาม 5 ประการ ซึ่งเราทุกคนรู้จัก และเคยท่องบทสวดอารธนาศีลที่เป็นภาษาบาลี รวมทั้งคำแปลที่เป็นภาษาไทยมาแล้วตั้งแต่ยังเด็ก 

สำหรับ เบญจธรรม หรือ “ธรรม 5” เปรียบเสมือน “เคล็ดวิชา” หรือ “สุดยอดกระบวนท่า” อย่างกับในหนังจีนกำลังภายใน ที่เป็นเสมือนกระบวนที่บ่งบอกถึง วิธีปฏิบัติที่จะส่งเสริมให้ชีวิตของเรา มีแต่ความงอกงามเบ่งบานดังดอกทานตะวัน ที่ชูรับแสงพระอาทิตย์   ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขที่แท้จริง หลุดพ้นจากบ่วงแห่งความทุกข์ 

โดยหลักธรรมทั้งสอง เป็นเสมือนพี่น้องที่จะอยู่คู่กัน ช่วยส่งเสริมกันและกัน และเป็นรากฐานให้กับพุทธศาสนิกชนอย่างเรา ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจความหมาย และความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ระหว่าง “เบญจศีล” และ “เบญจธรรม” เพื่อให้เราสามารถนำหลักธรรมอันทรงคุณค่านี้มาเป็นแสงสว่างนำทางชีวิตได้อย่างแท้จริง

คำว่า “เบญจศีล” หรือ “ศีล” ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ข้อปฏิบัติขั้นพื้นฐาน ในการรักษากายวาจาและใจ  และเปรียบเสมือนบันไดขั้นต้น สำหรับให้เราในฐานะพุทธศาสนิกชน ก้าวเดิน ไปสู่การปฏิบัติในขั้นสูงต่อไป คือ “สมาธิ” และ “ปัญญา” อันจะนำไปสู่ทางแห่งการพ้นทุกข์ นั่นคือ นิพพาน ซึ่งประกอบด้วย 5 ประการ ดังนี้:

  1. ปาณาติปาตา เวรมณี : งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ หรือการทำลายชีวิต การเบียดเบียน รังแก หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่นและสัตว์ทั้งปวง ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่การงดเว้นจากการฆ่า หรือทำลายชีวิต โดยตรง แต่ยังรวมถึงการมีเจตนาที่จะไม่ทำร้าย ไม่ประทุษร้ายชีวิตอื่น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งเสริมความเคารพในคุณค่าของทุกชีวิต
  2. อทินนาทานา เวรมณี: งดเว้นจากการลักทรัพย์ หรือการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้โดยเจตนา รวมถึงการฉ้อโกง การยักยอก การเอาเปรียบในทรัพย์สินของผู้อื่น ครอบคลุมถึงการเคารพในสิทธิของผู้อื่น   และการไม่โลภอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตนโดยมิชอบธรรม การไม่แสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของผู้อื่น
  3. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี: งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม หรือการล่วงละเมิดในคู่ครองของผู้อื่น การประพฤตินอกใจ  นอกจากนี้ยังรวมถึง การเคารพในความสัมพันธ์ และการซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตน 
  4. มุสาวาทา เวรมณี: งดเว้นจากการพูดเท็จ รวมถึงการพูดคำหยาบ การพูดส่อเสียด และการพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ   และรวมไปถึงการไม่พูดให้ร้าย หรือยุยงส่งเสริมให้เกิดความแตกแยก หรือเกลียดชังกันอีกด้วย
  5. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี: งดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย และของมึนเมาต่างๆ อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท รวมถึงการเสพสิ่งเสพติดทุกชนิดที่ทำให้ขาดสติห้เข้าใจโลกธรรม 8 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราลองมาพิจารณารายละเอียดของแต่ละคู่

ในขณะที่เบญจศีลเป็นข้อ “ห้าม” หรือการ “งดเว้น” จากความชั่ว เบญจธรรม คือข้อ “ปฏิบัติ” หรือ “คุณธรรม” ที่ควรส่งเสริมให้เกิดขึ้นในจิตใจ   และแสดงออกผ่านการกระทำ เบญจธรรมเป็นหลักธรรมฝ่ายกุศลที่เกื้อหนุนและส่งเสริมการรักษาศีลให้มั่นคงยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องนำทางให้เรามุ่งหน้าสู่ความดีงามและความเจริญ ซึ่งประกอบด้วย 

  1. เมตตา-กรุณา: ความรัก ความปรารถนาดีให้ผู้อื่นมีความสุข (เมตตา) และความคิดช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ (กรุณา)  คู่กับศีลข้อ 1 (ปาณาติปาตา): เมื่อมีเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานในใจ ความคิดที่จะเบียดเบียนหรือทำร้ายชีวิตผู้อื่นย่อมไม่เกิดขึ้น การรักษาศีลข้อที่ 1 ก็จะเป็นไปโดยธรรมชาติ เพราะเห็นอกเห็นใจในความทุกข์และความต้องการความสุขของทุกชีวิต
  2. สัมมาอาชีวะ: การเลี้ยงชีพในทางที่ชอบธรรม สุจริต ไม่คดโกง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น (สัมมาอาชีวะ) คู่กับศีลข้อ 2 (อทินนาทานา): การมีสัมมาอาชีวะช่วยให้ไม่คิดลักทรัพย์หรือฉ้อโกง เพราะหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริตอยู่แล้ว หากเพิ่มเติมการปฏิบัติด้วยธรรมะ “ทาน” ที่ทำให้รู้จักการให้แบ่งปันให้กับผู้อื่นด้วยแล้ว   ก็จะยิ่งเป็น การลดความโลภและความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นรากเหง้าของการละเมิดศีลข้อที่ 2 ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 
  3. กามสังวร: การสำรวมในกาม การรู้จักควบคุมความต้องการทางเพศให้อยู่ในขอบเขตของความถูกต้องดีงาม ความพอใจในคู่ครองของตน คู่กับศีลข้อ 3 (กาเมสุมิจฉาจารา): การฝึกกามสังวรทำให้สามารถควบคุมความปรารถนาทางเพศได้ ไม่ตกเป็นทาสของตัณหา มีความซื่อสัตย์และให้เกียรติคู่ครอง ทำให้การละเมิดศีลข้อ 3 ไม่เกิดขึ้น 
  4. สัจจะ: ความจริง ความซื่อตรง การพูดความจริง การรักษาคำพูด คู่กับศีลข้อ 4: การยึดมั่นในสัจจะเป็นปฏิปักษ์โดยตรงต่อการพูดเท็จ เมื่อบุคคลมีสัจจะเป็นพื้นฐาน ย่อมไม่คิดที่จะโกหก พูดส่อเสียด หรือพูดเพ้อเจ้อ ทำให้คำพูดมีความน่าเชื่อถือและสร้างสรรค์ 
  5. สติ-สัมปชัญญะ: ความระลึกได้ ความรู้ตัวอยู่เสมอในการกระทำ การพูด และการคิด การไม่ประมาท คู่กับศีลข้อ 5: สติและสัมปชัญญะคือเครื่องมือกำกับจิตใจ ไม่ให้ตกอยู่ในความประมาทมัวเมา การมีสติรู้ตัวอยู่เสมอทำให้ไม่คิดพึ่งพาสิ่งมึนเมาหรือยาเสพติด และเมื่อมีสติมั่นคง ก็จะสามารถรักษาศีลข้ออื่นๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ป้องกันความผิดพลาดอันเกิดจากความประมาท
เบญจศีลและเบญจธรรมเป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา โดยเบญจศีลทำหน้าที่ป้องกันความชั่วร้ายและทำให้จิตใจสงบ ขณะที่เบญจธรรมส่งเสริมคุณธรรมและความเจริญ ประโยชน์จากการปฏิบัติตามทั้งสองจะนำมาซึ่งความสุขและความสงบทั้งต่อตนเองและสังคม.

การประพฤติปฏิบัติตามหลักเบญจศีล เบญจธรรม ย่อมนำมาซึ่งผลดีหรือ อานิสงส์ มากมาย ทั้งต่อตนเองและสังคม ในทางตรงกันข้าม การละเลยหรือไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามหลักธรรมเหล่านี้ ก็ย่อมนำมาซึ่งผลเสียหรือ โทษ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับ อานิสงส์ของการรักษาเบญจศีล และเจริญเบญจธรรม แบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ กับตนเอง และกับสังคม ดังนี้ 

ต่อตนเอง:

    • ความสุขและความสงบทางใจ: ไม่ต้องหวาดระแวงหรือกังวลจากผลของการกระทำชั่ว มีความสบายใจ ปลอดโปร่ง
    • ความภาคภูมิใจและเคารพตนเอง: รู้สึกมีคุณค่าในตนเองที่สามารถควบคุมความประพฤติให้อยู่ในกรอบของความดีงามได้
    • สุขภาพจิตที่ดี: ลดความเครียด ความวิตกกังวล อันเกิดจากความรู้สึกผิดหรือความกลัว
    • ความน่าเชื่อถือและเป็นที่รัก: เป็นที่ไว้วางใจ เคารพนับถือ และรักใคร่ของคนรอบข้าง
    • พื้นฐานสู่ความเจริญก้าวหน้า: เป็นบาทฐานสำคัญในการพัฒนาคุณธรรมขั้นสูงต่อไป เช่น สมาธิและปัญญา

    ต่อสังคม:

      • ความสงบเรียบร้อย: ลดปัญหาอาชญากรรม ความขัดแย้ง และการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
      • ความไว้วางใจ: ผู้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไว้วางใจ ไม่ต้องระแวงกัน
      • ความสามัคคี: การมีเมตตา การให้ และการพูดความจริง ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความสามัคคีในหมู่คณะ
      • ความเจริญมั่นคง: สังคมที่มีศีลธรรมเป็นพื้นฐาน ย่อมเป็นสังคมที่มีระเบียบ วัฒนธรรมที่ดีงาม และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

      เบญจศีลและเบญจธรรม คือหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า   และมีความสุขตามแนวทางพระพุทธศาสนา และยังเป็นหลักจริยธรรมสากล ที่สามารถนำทางมนุษย์ทุกคนได้ โดยเบญจศีลเปรียบเหมือนการ “ปิดประตู” ป้องกันความชั่วร้ายและความเดือดร้อน ส่วนเบญจธรรมคือการ “เปิดหน้าต่าง” รับเอาแสงสว่างแห่งคุณงามความดีเข้ามาสู่ชีวิต ทั้งสองสิ่งนี้ต้องดำเนินควบคู่กันไปอย่างสมดุล

      การนำหลักธรรมทั้งสองมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน แม้จะเริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ หรืออาจจะยังทำได้ไม่สมบูรณ์ แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการฝึกฝนและพัฒนาตนเอง เมื่อเราแต่ละคนพยายามรักษาศีล 5 และบำเพ็ญธรรม 5 ให้เป็นปกติวิสัย ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงความสุขและความสงบส่วนตนเท่านั้น แต่ยังเป็นการร่วมสร้างสรรค์สังคมที่เราอาศัยอยู่ ให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ ปลอดภัย และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาเอื้ออาทรอย่างยั่งยืน

      ขอให้หลักเบญจศีล เบญจธรรมนี้ เป็นดั่ง GPS นำทาง และแสงสว่างนำชีวิตของทุกท่าน สู่ความสุข ความเจริญ และความสงบที่แท้จริงสืบไป

      ข้อมูลอ้างอิง:

      1. https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/33561
      2. chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://cpc.rtaf.mi.th/images/Dhammanusasana/052Dhammanusasana.pdf
      3. http://www.digitalschool.club/digitalschool/social1_1_1/social2_1/more/page14.php
      4. https://liangchiang.com/lcp.blog.details/174
      5. https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=23698

      ใส่ความเห็น