ในช่วงชีวิตของมนุษย์ เราทุกคนล้วนต้องเผชิญกับประสบการณ์หลากหลาย ทั้งช่วงเวลาที่สุขสมหวังดั่งใจ และช่วงเวลาที่ทุกข์ระทมผิดหวัง มีวันที่ได้รับคำชื่นชมยินดี และมีวันที่ถูกตำหนิติเตียน มีช่วงที่มั่งมีศรีสุข และมีช่วงที่ขัดสนยากไร้ สภาวะเหล่านี้คือความจริงแท้ที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในทางพระพุทธศาสนา เรียกสภาวะความเป็นไปอันเป็นธรรมดาของโลกและชีวิตนี้ว่า “โลกธรรม 8” ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญ ที่ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของโลกว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง และเป็นกุญแจนำไปสู่การดำเนินชีวิตด้วยใจที่สงบและมั่นคงอย่างแท้จริง
ทำความรู้จัก “โลกธรรม 8”:
คำว่า “โลกธรรม” แปลตามตัวอักษรได้ว่า “ธรรมประจำโลก” หรือ “สภาวะอันเป็นไปตามธรรมดาของโลก” หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นและครอบงำสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังเวียนว่ายอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน มีสถานะทางสังคมอย่างไร ก็ไม่อาจหลีกหนีจากสภาวะทั้งแปดประการนี้ไปได้ โลกธรรม 8 ประกอบด้วยสภาวะที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน 4 คู่ รวมเป็น 8 ประการ แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ:
- ฝ่ายอิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์หรือสภาวะที่น่าปรารถนา น่าพอใจ มี 4 ประการ ได้แก่ ลาภ, ยศ, สรรเสริญ และสุข
- ฝ่ายอนิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์หรือสภาวะที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าพอใจ มี 4 ประการ ได้แก่: เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา และทุกข์
สภาวะทั้งแปดประการนี้ ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ซึ่งพระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาของโลก ที่สรรพสัตว์ต้องประสบพบเจอ และเพื่อให้เข้าใจโลกธรรม 8 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราลองมาพิจารณารายละเอียดของแต่ละคู่
มีลาภ – เสื่อมลาภ:
“ลาภ” คือทุกสิ่งที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน โบนัส การถูกรางวัล กำไรจากการค้าขาย การได้รับมรดก การได้เลื่อนตำแหน่ง การได้พบเจอสิ่งของที่หายไป หรือแม้แต่การได้รับโอกาสดีๆ ในชีวิต สิ่งเหล่านี้มักนำมาซึ่งความยินดีและความรู้สึกมั่นคง
“เสื่อมลาภ” คือการสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไป เช่น การตกงาน ธุรกิจขาดทุน การลงทุนผิดพลาด ทรัพย์สินเสียหายหรือถูกขโมย การพลาดโอกาสสำคัญ หรือการไม่ได้ในสิ่งที่คาดหวัง สิ่งเหล่านี้มักนำมาซึ่งความเสียใจ ความกังวล และความรู้สึกไม่มั่นคง
ดังเช่น หากเราถูกรางวัลที่ 1 ที่เปรียบเสมือนลาภก้อนใหญ่ที่ได้รับ หากเราไม่รู้จักเก็บรู้จักใช้ วันหนึ่งเงินรางวัลก้อนนี้ก็มีวันที่จะหมดไป ซึ่งมีตัวอย่างมากมายหลายเคส ที่ข่าวบอกว่ามีคนที่ถูกรางวัลที่ 1 แต่ไม่นานก็ต้องหมดเนื้อหมดตัว หรือบางคน เป็นหนี้เป็นสิ้นก็มี
มียศ – เสื่อมยศ:
“ยศ” คือ ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น การได้รับเกียรติ การมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ การมีอำนาจ บารมี หรือการอยู่ในสถานะทางสังคมที่สูง สิ่งเหล่านี้มักนำมาซึ่งความภาคภูมิใจและความรู้สึกมีคุณค่า
“เสื่อมยศ” คือการถูกลดตำแหน่ง การถูกปลดออกจากงาน การสูญเสียอำนาจ การเสื่อมเสียชื่อเสียง การถูกสังคมประณาม หรือการตกจากสถานะที่เคยอยู่ สิ่งเหล่านี้มักนำมาซึ่งความอับอาย ความเสียใจ และความรู้สึกไร้ค่า
ถ้าจะพูดถึงตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มข้าราชการหรือนักการเมือง ที่บางคนพยายามไขว่าขว้ามาซึ่งตำแหน่งและอำนาจ ต้องการเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรือ อธิบดี และเมื่อได้มาก็หลงมัวเมาในอำนาจ ไม่เคยนึกหรือเข้าใจว่าวันหนึ่งสิ่งเรานี้จะไม่อยู่ตลอดไป เมื่อวันหนึ่งไม่มีตำแหน่งไม่มีอำนาจแล้ว บางคนก็ป่วยทางจิต รับภาวะที่ตนเองเป็นไม่ได้ ถึงขนาดที่บางคนตรอมใจ เห็นตนเองไร้คุณค่า จนถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควรก็มี
สรรเสริญ – นินทา:
สรรเสริญ: คือการได้รับคำชมเชย การยกย่องในความสามารถหรือคุณงามความดี การได้รับฟีดแบคเชิงบวก หรือการเป็นที่กล่าวถึงในทางที่ดี สิ่งเหล่านี้มักทำให้เกิดความพึงพอใจ ความปลาบปลื้ม และความรู้สึกดีต่อตนเอง
นินทา: คือการถูกตำหนิ ติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ การถูกกล่าวหา ใส่ร้าย หรือการถูกพูดถึงในทางเสียหายลับหลัง สิ่งเหล่านี้มักทำให้เกิดความโกรธ ความเสียใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือความคับแค้นใจ
จากกลอนของท่านสุนทรภู่ ในวรรณคดี เรื่อง พระอภัยมณี ที่กล่าวว่า “อันนินทา กาเล เหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำ เหมือนเอามีด มากรีดหิน แต่องค์พระ ปฏิมา ยังราคิน คนเดินดิน หรือจะสิ้น คนนินทา” เรื่องการถูกนินทา เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังมีคนที่ไม่ชอบและว่ากล่าวพระองค์ ตามที่จะมีการบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก การที่เราไม่เอาจิตไปมุ่ง กลัวใครจะว่าร้าย ก็คงเป็นเรื่องพึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกๆ คนพึงต้องเจอเป็นธรรมดา
หรือในทางตรงข้าม ที่เราเอาจิตไปหลงอยู่กับคำสรรเสริญ เยิ่นยอ จากบุคคลรอบข้าง ก็ยิ่งทำให้เกิดความเป็นตัวกูที่เติบโตยิ่งใหญ่ คิดว่าตนเองเก่ง ตนเองรู้ กว่าคนอื่นทั่วไป หากเป็นเช่นนี้นานไป ก็จะทำให้คนอื่นระอาและหลีกหนีไม่คบหา การได้รับคำชม หรือคำสรรเสริญเป็นเรื่องที่ดี ทำให้จิตใจเราพองโต และมีกำลังใจ แต่เมื่อได้รับก็ควรเก็บและวางไว้ ไม่ควรยึดติดตามตัวของเราไปตลอด มันจะเป็นผลร้ายมากกว่าดี
สุข – ทุกข์:
“สุข” คือ ความสุขสบายทางกาย เช่น สุขภาพแข็งแรง ได้พักผ่อน ได้กินของอร่อย อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี และความสุขสบายทางใจ เช่น ความสมหวัง ความรัก ความเบิกบาน ความสงบ หรือความเพลิดเพลินในสิ่งที่ชอบ
“ทุกข์” คือความไม่สบายกาย เช่น ความเจ็บป่วย ความเหน็ดเหนื่อย ความหิวโหย และความไม่สบายใจ เช่น ความผิดหวัง ความพลัดพราก ความเศร้าโศก ความกลัว ความกังวล หรือความเครียด
ดังคำว่าที่ว่า “มีพบ ต้องมีจาก” การได้รักใครสักคน และได้ใช้ช่วงเวลากับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ลูก หรือ แฟน ล้วนแต่เป็นช่วงเวลาที่ดี มีความสุขและน่าประทับใจ แต่ช่วงเวลาดังกล่าวก็จะมีเวลาของมัน วันหนึ่งไม่เราก็คนที่เรารัก ก็ต้องถึงเวลาที่ต้องลาจากสังขาร เป็นธรรมดาโลก หากเราเข้าใจ และเตรียมพร้อมกับสิ่งเหล่านี้ ก็จะทำให้เราไม่ต้องตกเป็นทาสแห่งความทุกข์ เมื่อเวลานั้นมาถึง

เมื่อเราได้เห็นตัวอย่าง และความเป็นไปของโลกธรรมทั้งแปดประการนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าทุกสภาวะ ล้วนไม่เที่ยงแท้และสามารถนำมาซึ่งความหวั่นไหวได้ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงควร ‘ปล่อยวาง’ โลกธรรมเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการแสวงหาความสงบสุขที่แท้จริง…
ทำไมต้อง “ปล่อยวาง” โลกธรรม? เหตุผลสู่ความสงบสุขที่แท้จริง
การทำความเข้าใจโลกธรรม 8 ไม่ใช่เพื่อให้เราปลงตกหรือหมดอาลัยตายอยากในชีวิต แต่เพื่อให้เรา “รู้เท่าทัน” ธรรมชาติของมัน และเลือกที่จะตอบสนองต่อมันด้วยปัญญา แทนที่จะใช้กิเลสตัณหา การ “ปล่อยวาง” ในที่นี้ จึงไม่ได้หมายถึง การไม่ทำอะไร หรือไม่ยินดียินร้ายเลย แต่หมายถึง:
- การไม่ยึดมั่นถือมั่น: ไม่ผูกติดใจกับสภาวะที่น่าพอใจจนเกินไป รู้ว่ามันอยู่กับเราเพียงชั่วคราว และไม่ผลักไสหรือต่อต้านสภาวะที่ไม่น่าพอใจอย่างรุนแรง รู้ว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเช่นกัน
- การลดความคาดหวังที่เกินจริง: เข้าใจว่าชีวิตย่อมมีทั้งด้านบวกและลบ การคาดหวังแต่สิ่งดีๆ ตลอดเวลา ย่อมนำมาซึ่งความผิดหวังได้ง่าย
- การเห็นทุกข์จากการยึดติด: ตระหนักว่าความทุกข์ใจส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวเหตุการณ์โดยตรง แต่เกิดจาก “ปฏิกิริยา” และ “ความยึดมั่น” ของเราที่มีต่อเหตุการณ์นั้นๆ
- การแสวงหาความสุขที่แท้จริง: ความสุขที่เกิดจาก ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นเพียงความสุขชั่วคราว (โลกียสุข) ที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก การปล่อยวางโลกธรรมจะช่วยให้เราหันมาแสวงหาความสุขที่ประณีตและยั่งยืนกว่า คือความสุขจากความสงบภายในใจ (โลกุตระสุข)
การเข้าใจและฝึกฝนการปล่อยวางโลกธรรม จึงเป็นหนทางโดยตรงในการลดความทุกข์ และสร้างความสงบสุขที่มั่นคงให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา
แนวทางปฏิบัติ: อยู่กับโลกธรรม 8 อย่างไรให้ “ใจไม่ทุกข์”
เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของโลกธรรม 8 และเหตุผลที่ควรปล่อยวางแล้ว คำถามต่อไปคือ เราจะนำความเข้าใจนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร? แนวทางปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา มีดังนี้:
- เจริญสติ (Mindfulness): ฝึกรู้ตัวอยู่เสมอ เมื่อมีโลกธรรมใดมากระทบ (ไม่ว่าดีหรือร้าย) ให้รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเพียงแค่ “รู้” โดยไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งหรือไหลไปตามอารมณ์นั้นทันที การมีสติรู้ทันจะช่วยให้เรามีช่องว่างระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ทำให้เราเลือกตอบสนองได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
- ใช้ปัญญาพิจารณา: เมื่อสติรู้ทันแล้ว ให้ใช้ปัญญาพิจารณาถึงธรรมชาติของโลกธรรมนั้นๆ ตามหลักไตรลักษณ์ คือ เห็นความไม่เที่ยง (เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไป) เห็นความเป็นทุกข์ (หากยึดติดก็จะทุกข์) และเห็นความไม่ใช่ตัวตน (เราบังคับมันไม่ได้) การพิจารณาเช่นนี้บ่อยๆ จะช่วยคลายความยึดมั่นถือมั่นลงได้ อาจใช้การคิดอย่างแยบคาย หรือ โยนิโสมนสิการ เพื่อมองเหตุการณ์นั้นๆ ในมุมที่เป็นประโยชน์และสร้างปัญญา
- ฝึกอุเบกขา: พยายามวางใจให้เป็นกลาง ไม่ดีใจจนเหลิงเมื่อได้สิ่งที่ชอบ และไม่เสียใจจนทุรนทุรายเมื่อเจอสิ่งที่ไม่ชอบ รู้ว่าทั้งสองฝั่งเป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป การมีอุเบกขาไม่ได้หมายถึงการเป็นคนเย็นชา แต่คือความมั่นคงทางอารมณ์ที่เกิดจากความเข้าใจ
- ยอมรับความจริง: ฝึกยอมรับว่าโลกธรรม 8 เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเจอ การปฏิเสธหรือต่อต้านความจริง มีแต่จะเพิ่มความทุกข์ให้ตนเอง การยอมรับจะช่วยให้เราปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น
- มุ่งมั่นทำความดี: ไม่ว่าโลกธรรมภายนอกจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราควบคุมได้คือ “การกระทำ” (กรรม) ของเราเอง จงมุ่งมั่นทำแต่กรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว ทั้งทางกาย วาจา ใจ รักษาศีล 5 ให้มั่นคง ผลของกรรมดีจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เราเข้มแข็งขึ้น
- คบกัลยาณมิตร: การมีเพื่อนที่ดี มีปัญญา คอยให้คำแนะนำและสนับสนุนในทางที่ถูกที่ควร จะช่วยให้เรามีกำลังใจและแนวทางในการรับมือกับโลกธรรมได้อย่างถูกต้อง
บทสรุป: เดินทางผ่านโลกธรรมด้วยใจที่มั่นคงและเป็นสุข
การทำความเข้าใจโลกธรรม 8 อย่างถ่องแท้ตามคำสอนของพระพุทธองค์ ไม่ใช่การทำให้เรากลายเป็นคนเฉยชาหรือสิ้นหวัง แต่เป็นการมอบ “แว่นตาแห่งปัญญา” ให้เรามองเห็นโลกตามความเป็นจริง ช่วยให้เราคลายจากความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ และหันมาสร้างความสุขที่แท้จริงจากภายใน ด้วยการฝึกฝนสติ ปัญญา และอุเบกขา เพื่อนำทางชีวิตสู่ความสงบสุขที่แท้จริง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกในปัจจุบัน ได้อย่างมั่นคง

ใส่ความเห็น