ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย มีเรื่องราวมากมายที่จุดประกายความหวังและสร้างแรงบันดาลใจ แต่เรื่องราวของ โจแอน โอริออแดน (Joanne O’Riordan) หญิงสาวชาวไอริชผู้เกิดมาพร้อมกับภาวะที่หาได้ยากยิ่ง คือหนึ่งในเรื่องราวที่ทรงพลังและสะท้อนถึงจิตวิญญาณอันไม่ยอมแพ้ของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ Joanne ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับร่างกา ยที่สมบูรณ์ แต่เธอเกิดมาพร้อมกับหัวใจที่แข็งแกร่ง และพลังใจอันล้นเหลือที่ผลักดันให้เธอก้าวข้ามทุกขีดจำกัดทางร่างกาย และทัศนคติที่ต้องการยกระดับสังคม ให้อยู่ร่วมอย่างเท่าเทียมไม่ว่าคุณจะมีร่างกายเป็นแบบใด
โจแอน โอริออแดน (Joanne O’Riordan) เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน ปี 1996 ณ เมืองมิลล์สตรีท (Millstreet) เคาน์ตีคอร์ก ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ไอร์แลนด์ เธอเป็นน้องคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องหกคน และเป็นหนึ่งในเพียงเจ็ดคนทั่วโลก (ณ ขณะที่ข้อมูลปรากฏ) ที่เกิดมาพร้อมกับภาวะ **Total Amelia Syndrome (เททรา-อะมีเลีย ซินโดรม)** ซึ่งหมายถึงการเกิดมาโดยไม่มีแขนและขาทั้งสี่ข้าง แม้จะไม่มีคำอธิบายทางการแพทย์ที่ชัดเจนถึงสาเหตุ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ โจแอนเกิดมาพร้อมกับความท้าทายที่น้อยคนนักจะได้เผชิญ
อย่างไรก็ตาม คุณพ่อ คุณแม่และพี่ของเธอ ไม่เคยมองว่าภาวะทางร่างกายของโจแอน คืออุปสรรคที่จะจำกัดชีวิตของเธอ พวกเขาเลี้ยงดู ปลูกฝังความเชื่อมั่น และสนับสนุนให้โจแอนใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพเท่าที่จะเป็นไปได้ ครอบครัวคือรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้โจแอน มีทัศนคติเชิงบวก ความมุ่งมั่น และจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ พวกเขาสอนให้เธอรู้จักขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองให้ถึงที่สุด
เธอก้าวเข้าสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ University College Cork (UCC) และสำเร็จการศึกษาใน สาขาอาชญาวิทยา (Criminology) การเรียนในมหาวิทยาลัยย่อมมีความท้าทาย ทั้งในด้านการเข้าถึงสื่อการสอน สภาพแวดล้อมทางกายภาพ และปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์ แต่โจแอน ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ด้วยความมุ่งมั่น และการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ
เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือต่างๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย เธอเรียนรู้วิธีใช้คอมพิวเตอร์โดยใช้คาง ริมฝีปาก และส่วนอื่นๆ ของร่างกายในการพิมพ์และควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นทักษะที่น่าทึ่งและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอันยอดเยี่ยม
โจแอนตระหนักดีว่าเทคโนโลยีคือหน้าต่างสู่โอกาส เธอเคยกล่าวสุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์ ที่สร้างความประทับใจและทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ บนเวที สหประชาชาติ (United Nations) ในการประชุมของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ณ นครนิวยอร์ก เมื่อปี 2012 ขณะอายุเพียง 16 ปี

เธอกล่าวถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีในการช่วยให้ผู้พิการสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ และท้าทายให้เหล่านักพัฒนาสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่าย และตอบสนองความต้องการของผู้พิการมากยิ่งขึ้น เธอกล่าวอย่างทรงพลังว่า
“ฉันไม่ได้มองคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ แล้วเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ฉันมองคำนั้นและชีวิตของฉัน แล้วบอกว่า ‘ฉันทำได้‘ “
โจแอนไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เธอยังเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้พิการคนอื่นๆ อีกด้วย จุดเริ่มต้นของการเป็นนักกิจกรรมของเธอเกิดขึ้นเมื่อปี 2011 ขณะที่เธออายุเพียง 15 ปี เธอได้เผชิญหน้ากับ เอ็นดา เคนนี (Enda Kenny) ผู้นำพรรค Fine Gael ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ เกี่ยวกับแผนการตัดงบประมาณช่วยเหลือผู้พิการ โจแอนได้เรียกร้องให้เขารักษาสัญญาที่จะไม่ตัดงบประมาณดังกล่าวหากได้รับเลือกตั้ง แม้ว่าหลังได้รับเลือกตั้ง รัฐบาลจะมีแผนการตัดงบประมาณจริง แต่ด้วยแรงกดดันจากสังคมและการออกมาเรียกร้องของโจแอน ทำให้รัฐบาลต้องทบทวนและยกเลิกการตัดงบประมาณในส่วนนั้นไปในที่สุด
โจแอนเคยให้ความเห็นว่า ผู้พิการมักต้องพึ่งพาครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นภาระ เธอปรารถนาสังคมที่ผู้พิการได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระ พึ่งพาตนเองได้ ทำงานที่อยากทำ และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ มุมมองนี้สะท้อนความต้องการ การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Systemic Change) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึง และใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีสภาพร่างกายแบบใดก็ตาม
“อย่าปรบมือให้ฉันที่กระโดดข้ามรั้ว แต่จงช่วยฉันเอารั้วนั้นออกไป”
จากเรื่องราวของเธอที่ทำงานเพื่อสังคม และเป็นต้นแบบของแรงบันดาลใจให้คนโดยทั่วไป ไม่เฉพาะแค่คนพิการ ทำให้เธอได้รับการถูกเสนอชื่อเข้ารับรางวัล และได้รับรางวัลมากมาย อาทิ เช่น Young Person of the Year จาก People of the Year Awards ของไอร์แลนด์ในปี 2012 หรือ รางวัล Junior Chamber International (JCI) Outstanding Young Person of the Year ในปี 2015 ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกที่มอบให้กับเยาวชนที่มีผลงานโดดเด่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

ปัจจุบันโจแอน นอกจากเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม นักพูดสร้างแรงบันดาลใจแล้ว เธอยังเป็น นักข่าวกีฬาและคอลัมนิสต์ ให้กับหนังสือพิมพ์ชั้นนำอย่าง The Irish Times และยังเคยทำหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์เกมการแข่งขันพาราลิมปิกให้กับสถานีโทรทัศน์ RTÉ อีกด้วย
เรื่องราวของเธอสอนให้เรารู้ว่า ชีวิตอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป แต่เราทุกคนมีพลังที่จะสร้างความหมายและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในแบบฉบับของตนเอง ขอให้เรื่องราวของ Joanne O’Riordan เป็นแรงบันดาลใจให้เรามองเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ และร่วมกันสร้างสังคมที่ “ไม่มีขีดจำกัด” สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น