นิทานเซน : การเดินทางของชายขอทาน

Published by

on

เรื่องราวเล่าถึงชายขอทานที่มีความฝันจะมีข้าวในยุ้งฉางมากพอ แต่ไม่เคยสำเร็จ เขาได้พบกับหนูขโมยอาหารและตัดสินใจเดินทางไปถามพระพุทธองค์ถึงเหตุผลของโชคชะตา โดยระหว่างทางได้พบกับคนที่มีปัญหาหนักใจและอาสาถามแทน แม้ว่าภายหลังเขาจะเข้าใจว่าอุปสรรคส่วนใหญ่เกิดจากการยึดติดสิ่งต่างๆ และความสำคัญของสติในการแก้ปัญหาในชีวิตทุกคน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายขอทานผู้หนึ่งยังชีพด้วยการร้องขอเศษทานจากผู้คน เขามีความฝันอยากมีอาหารเพียงพอในยุ้งฉาง ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ ด้วยความคิดนี้ ทุกครั้งที่ได้อาหารหรือเสบียงมา เขาจึงพยายามอดออม กักตุนไว้ ทว่าไม่ว่าเขาจะพยายามเก็บออมเพียงใด ยุ้งฉางของเขากลับไม่เคยเต็มตามที่เขาตั้งใจเลย  

ค่ำคืนหนึ่ง ชายขอทานซ่อนตัวและเฝ้ามองไปยังกองเสบียงของตนด้วยใจจดจ่อ และแล้ว… เขาก็ได้เห็น! หนูตัวใหญ่ตัวหนึ่งกำลังย่องเข้ามาขโมยกินข้าวสารของเขาอย่างสบายอารมณ์ ชายขอทานตะโกนใส่เจ้าหนูตัวนั้นด้วยความโกรธว่า “เจ้าหนูตัวร้าย! บ้านเศรษฐีเขามีอาหารมากมาย ทำไมเจ้าไม่ไปขโมยกิน มาเบียดเบียนข้าทำไม”

แต่แทนที่จะวิ่งหนี เจ้าหนูตัวกลับเอ่ยตอบด้วยเสียงอันแปลกประหลาดว่า “โอ้ ชายผู้น่าสงสาร ชะตาของเจ้านั้นถูกลิขิตไว้แล้ว ให้มีข้าวสารในครอบครองได้เพียงแปดส่วนเท่านั้น ต่อให้เจ้าเดินทางขอทานไปจนสุดหล้า หรือกักตุนไว้อีกกี่ปี ก็ไม่มีวันที่จะมีข้าวเต็มสิบส่วนในยุ้งฉางได้หรอก”

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า?” เขาถามกลับไปด้วยเสียงสั่นเครือ เจ้าหนูส่ายหน้า “ข้าเองก็มิอาจรู้ได้ หากเจ้าอยากทราบเหตุผลที่แท้จริง มีเพียงทางเดียวเท่านั้น… เจ้าจงเดินทางไปทางทิศตะวันตก เพื่อทูลถามองค์สมเด็จพระพุทธองค์เถิด” ชายขอทานจึงตัดสินใจ… ออกเดินทางเพื่อแสวงหาคำตอบจากพระพุทธองค์

การเดินทางของขอทานเริ่มต้นขึ้น เขาอาศัยการขอทานประทังชีวิตระหว่างทาง ผ่านหมู่บ้านและเมืองต่างๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง เขามองเห็นแสงไฟจากบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งอยู่ไกลๆ ด้วยความหิวและความเหนื่อยล้า เขาจึงตัดสินใจเข้าไปเคาะประตูเพื่อขออาหาร

พ่อบ้านคนหนึ่งเดินออกมาเปิดประตู ขอทานจึงเอ่ยปากขออาหารประทังชีวิต ขณะนั้นเอง เศรษฐีเจ้าของบ้านได้เดินออกมาพอดี และด้วยความแปลกใจที่เห็นคนเดินทางในยามวิกาลเช่นนี้ จึงเอ่ยถามถึงสาเหตุ   ชายขอทานจึงเล่าเรื่องราวชีวิตอันขมขื่นของตน และความตั้งใจที่จะเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ให้เศรษฐีฟัง เมื่อเศรษฐีได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น รีบเชื้อเชิญขอทานเข้ามาในบ้าน จัดหาอาหาร  มอบเสบียงและเงินติดตัวให้จำนวนหนึ่ง สร้างความประหลาดใจให้ขอทาน

“ท่านเศรษฐี เหตุใดท่านจึงเมตตาข้าถึงเพียงนี้?” ขอทานเอ่ยถามด้วยความซาบซึ้ง 

เศรษฐีเล่าเรื่องกลุ้มใจให้ฟัง “ข้ามีลูกสาวคนหนึ่ง นางอายุได้สิบหกปีแล้ว รูปโฉมงดงาม แต่นางกลับเป็นใบ้พูดไม่ได้มาตั้งแต่เกิด ข้าพยายามหาหมอ หายามารักษาเท่าไรก็ไม่เป็นผล หากท่านจะได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์จริง ข้าขอร้องเถิด ช่วยทูลถามถึงสาเหตุและหนทางแก้ไขให้ข้าด้วย หากท่านทำให้ลูกสาวข้ากลับมาพูดได้ ข้าขอสาบาน ณ ที่นี้เลยว่า ข้าจะยกนางให้แต่งงานกับท่าน”

ข้อเสนอของเศรษฐีทำให้ขอทานตกตะลึง แต่เมื่อคิดดูแล้ว ในเมื่อตนต้องเดินทางไปหาพระพุทธองค์อยู่แล้ว การจะช่วยทูลถามคำถามเพิ่มอีกหนึ่งข้อก็คงไม่ลำบากอะไรนัก อีกทั้งยังนึกสงสารในชะตากรรมของหญิงสาว “ตกลงท่านเศรษฐี ข้าจะช่วยทูลถามให้ท่าน” เขารับปากอย่างแข็งขัน

ขอทานกล่าวลาเศรษฐีแล้วออกเดินทางต่อ ผ่านภูเขาสูงชันนับไม่ถ้วน จนกระทั่งมาถึงยอดเขาลูกหนึ่ง เขาเห็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่อย่างสงบ จึงแวะเข้าไปเพื่อขอน้ำดื่ม ที่นั่น เขาได้พบกับพระภิกษุชรารูปหนึ่ง ถือไม้เท้าดีบุกเก่าคร่ำคร่า พระชราได้มอบน้ำดื่มให้ขอทาน และเอ่ยถามถึงจุดหมายปลายทาง 

พระชราตอบกลับ เมื่อได้ทราบความตั้งใจของขอทาน “โยม… อาตมาบำเพ็ญฌานเพียรภาวนาอยู่ที่นี่มากว่าห้าร้อยปีแล้ว ตามหลักการแล้วควรจะได้ขึ้นสู่สวรรค์ได้นานแล้ว   แต่ทำไมอาตมาจึงยังคงติดอยู่ที่นี่ บินขึ้นไปไม่ได้เสียที หากโยมได้พบพระองค์จริง ได้โปรดเมตตาทูลถามเหตุผลนี้ให้อาตมาด้วยเถิด” แม้จะรู้สึกว่าภาระคำถามเริ่มหนักอึ้ง แต่ด้วยความเมตตาสงสาร ขอทานจึงรับปากพระชรา

ขอทานเดินทางต่อมาจนถึงริมฝั่งแม่น้ำสายใหญ่อันกว้างขวาง ปราศจากเรือแพหรือสะพานใดๆ ที่จะใช้ข้ามไปได้ ความท้อแท้สิ้นหวังเข้าเกาะกุมหัวใจ “หรือว่าชีวิตข้าจะต้องจบลงที่นี่ ชะตาข้าคงถูกลิขิตให้ลำบากเช่นนี้จริงๆ สินะ” เขาร่ำไห้ออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ   ทันใดนั้นเอง ผิวน้ำบริเวณใกล้เคียงก็ปั่นป่วน และปรากฏเต่ายักษ์ชราตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมา เต่าแก่ตัวนั้นมองมายังขอทานแล้วเอ่ยถามด้วยภาษามนุษย์ว่า “เจ้ามนุษย์น้อย เหตุใดจึงมาร่ำไห้อยู่ริมฝั่งน้ำนี้เล่า?”

ขอทานตกใจที่เต่าพูดได้ แต่ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดของตนให้เต่าฟัง เมื่อเต่าแก่ได้ฟังจนจบ ก็กล่าวตอบ “น่าเห็นใจยิ่งนัก… อันตัวข้านี้ บำเพ็ญเพียรอยู่ในแม่น้ำสายนี้มากว่าหนึ่งพันปีแล้ว ตามหลักควรจะได้กลายร่างเป็นพญามังกรเหินขึ้นสู่ฟ้ามานานแล้ว แต่เหตุไฉนจึงยังคงเป็นเพียงเต่าแก่ใกล้ฝั่งเช่นนี้ หากเจ้าได้พบพระพุทธองค์จริง ช่วยเมตตาทูลถามถึงสาเหตุนี้ให้ข้าด้วยเถิด” ขอทานรับปากด้วยความยินดี 

เต่าแก่พาขอทานข้ามแม่น้ำเพื่อเป็นการตอบแทน จากนั้นขอทานก็ออกเดินทางต่อเพียงลำพัง จนในที่สุด เขาก็รู้สึกว่าตนเองได้เดินทางมาถึงดินแดนที่น่าจะเป็นแดนสุขาวดี   แต่เขาก็ยังคงมองไม่เห็นพระพุทธองค์ ความเหนื่อยล้าและความผิดหวังถาโถมเข้ามา ทำให้เขาเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

และในความฝันนั้นเอง… พลันปรากฏแสงสว่างเรืองรอง พร้อมกับการปรากฏของพระพุทธองค์ ขอทานดีใจจนน้ำตาไหล รีบก้มลงกราบด้วยความเคารพสูงสุด   พระพุทธองค์ตรัสถาม “ดูก่อน ท่านผู้เดินทางไกล การที่ท่านมาถึงที่นี่ได้ แสดงว่าคงมีคำถามสำคัญยิ่งอยู่ในใจ”

“เป็นเช่นนั้น ขอรับ” ขอทานตอบ “ข้าน้อยมีคำถามหลายข้อที่ค้างคาใจ หวังว่าพระองค์จะทรงเมตตาชี้แนะให้กระจ่างได้”

“ย่อมได้” พระพุทธองค์ตรัสตอบ “แต่มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวเท่านั้น ท่านสามารถถามคำถามได้สูงสุดเพียง สามข้อ เนื่องจากไม่เคยมีผู้ใดถามเกินกว่านี้มาก่อน”

ขอทานรับฟังเงื่อนไขแต่เขามีคำถามอยู่ในใจถึงสี่ข้อ! ในวินาทีนั้น ชายขอทานได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน คำถามของตนเองเกี่ยวกับข้าวสาร แต่เมื่อเทียบกับความทุกข์ของผู้อื่นแล้ว ช่างดูเล็กน้อยเหลือเกิน… เต่าแก่บำเพ็ญเพียรมานับพันปี ความปรารถนาที่จะเป็นมังกรย่อมแรงกล้า พระชราปฏิบัติธรรมมาห้าร้อยปี ความหวังที่จะขึ้นสวรรค์ย่อมยิ่งใหญ่ ลูกสาวเศรษฐีผู้น่าสงสาร ต้องทนทุกข์กับการเป็นใบ้ เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายขอทานตัดสินใจและเอ่ยคำถามข้อที่ 1 ออกไป

“มีเต่าแก่ที่ริมแม่น้ำ บำเพ็ญเพียรมานับพันปี เหตุใดจึงยังมิอาจกลายเป็นมังกรได้ขอรับ?” พระพุทธองค์ตรัสตอบ: “เต่าผู้นั้นมิอาจละวางซึ่ง ‘กระดอง’ อันเป็นภาระและสมบัติของตนได้ ภายในกระดองนั้นมี ‘ไข่มุกราตรี’ อันล้ำค่าซ่อนอยู่ถึงยี่สิบสี่เม็ด หากเต่ายอมสละกระดองนั้นออกไปได้ เต่าก็จะกลายเป็นมังกรสมความปรารถนา”

ขอทานเอ่ยถามคำถามที่ 2 “พระชราที่วัดบนภูเขา บำเพ็ญฌานมาห้าร้อยปี เหตุใดจึงยังมิอาจขึ้นสู่สวรรค์ได้ขอรับ?” พระพุทธองค์ตรัสตอบ: “พระชรารูปนั้น ยึดติดอยู่กับ ‘ไม้เท้าวิเศษ’ ของตนมากเกินไป ในใจพะวงอยู่แต่กับอำนาจวิเศษของไม้เท้าที่เคาะพื้นครั้งหนึ่งบันดาลให้เกิดธารน้ำใสได้ หากพระชรายอมโยนไม้เท้านั้นทิ้งไปเสีย เขาก็จะขึ้นสู่สวรรค์ได้ในทันที”

และคำถามข้อที่สาม: “ลูกสาวของท่านเศรษฐี อายุสิบหกปีแล้ว เหตุใดนางจึงยังเป็นใบ้พูดไม่ได้ และจะมีหนทางใดให้นางกลับมาพูดได้หรือไม่ พระเจ้าข้า?” พระพุทธองค์ตรัสตอบ: “เมื่อใดที่นางได้พบ ‘บุรุษผู้เป็นที่รักแห่งตน’ เมื่อนั้นนางก็จะสามารถเอ่ยวาจาออกมาได้เอง” เมื่อตรัสตอบคำถามครบสามข้อแล้ว พระพุทธองค์ก็ค่อยๆ เลือนหายไป 

ชายขอทานรีบออกเดินทางกลับ และเมื่อมาถึงริมแม่น้ำ เต่าแก่ซึ่งรออยู่ด้วยใจจดจ่อก็รีบเอ่ยถามทันที ขอทานจึงบอกให้เต่าพาข้ามแม่น้ำไปก่อน แล้วจะเล่าให้ฟัง เมื่อถึงฝั่ง ขอทานก็ถ่ายทอดพระดำรัสของพระพุทธองค์เรื่องกระดองและไข่มุกราตรี เต่าแก่เมื่อได้ฟังก็เข้าใจในทันที มันตัดสินใจสลัดกระดองอันเป็นภาระ   และมอบให้กับขอทาน เมื่อนั้น ร่างของเต่าแก่ก็พลันเกิดแสงสว่างวาบ กลายเป็นพญามังกรทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หายลับไปในหมู่เมฆ ขอทานรับกระดองที่เต็มไปด้วยไข่มุกราตรีล้ำค่ามาด้วยความตกตะลึง 

ขอทานเดินทางต่อไปจนพบพระชรา ขอทานจึงเล่าเรื่องไม้เท้าวิเศษให้ฟัง พระชรามอบไม้เท้าวิเศษนั้นให้กับขอทาน พลางกล่าวว่า “สิ่งนี้เป็นเพียงของนอกกายที่ถ่วงรั้งจิตใจอาตมามานาน ขอมอบให้โยมไว้ใช้ประโยชน์เถิด” สิ้นคำ ร่างของพระชราก็เปล่งรัศมี ลอยสูงขึ้น ขี่เมฆาสู่สรวงสวรรค์ตามความปรารถนา ขอทานจึงเดินทางต่อไปยังบ้านของเศรษฐี

ทันทีที่เขามาถึง มีหญิงสาวรูปงามคนหนึ่งก็วิ่งออกมาจากในบ้าน พร้อมทั้งตะโกนเสียงดังฟังชัดว่า “ท่านกลับมาแล้ว! คนที่ไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์กลับมาแล้ว!” เสียงนั้นทำให้ทุกคนที่ได้ยินต่างตกตะลึง โดยเฉพาะท่านเศรษฐีที่วิ่งตามออกมาด้วยความดีใจจนน้ำตาไหล ลูกสาวของเขากลับมาพูดได้แล้ว! เศรษฐีมีความสุขมาก และยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งพร้อมกับยกลูกสาวให้แต่งงานกับอดีตชายขอทาน 

ขอบคุณต้นฉบับจากเจ้าของกระทู้ใน Pantip.com ที่แชร์เรื่องราวดีๆ ให้แง่คิดและเตือนสติการใช้ชีวิตว่า   บางครั้งที่เราอาจมองว่าปัญหาของเรานั้นยิ่งใหญ่มาก หมกมุ่นกับการหาสาเหตุว่าปัญหานั้นเกิดมาได้อย่างไร  แต่ไม่ใช้สติที่จะคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหานั้น เฉกเช่น เดียวกับชายขอทาน ที่ต้องออกเดินทางไกลแสนไกล เพื่อต้องการทราบแค่สาเหตุว่าทำไมข้าวในยุ้งฉางของตนเองทำไมไม่เต็ม   หรือปัญหาพระชราและเต่ายักษ์ ที่ปรารถนาความหลุดพ้น แต่ทั้งคู่ยังยึดติดในทรัพย์สินมีค่า และอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ซึ่งเป็นตัวที่ขวางทางแห่งการหลุดพ้นของทั้งสอง   แต่หากตั้งสติคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะค้นพบว่า อุปสรรคหรือสิ่งขัดขวางนั้นคืออะไร? 

ในชีวิต ณ ปัจจุบันทุกคนต้องพบเจอกับความทุกข์ต่างๆ ที่เขามาทดสอบจิตใจของเราอยู่ทุกช่วงเวลา   สติ คือ เครื่องมือที่สำคัญในการก้าวข้ามปัญหาหรือความทุกข์ที่ผ่านเข้ามา   เพราะว่าชีวิตจริงเราไม่สามารถเดินทางไปถามทางหลุดพ้นจากความทุกข์จากพระพุทธองค์ได้อย่างเช่นชายขอทาน…​

ใส่ความเห็น