โลกของเซนนั้นเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง นิทาน เรื่องราวและปริศนาธรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มักซ่อนแก่นแท้แห่งชีวิตไว้ในบทสนทนาสั้นๆ หรือเหตุการณ์ธรรมดาๆ อีกทั้งยังชวนให้เรามองย้อนกลับมาสำรวจจิตใจตนเอง ค้นหาความหมายที่แท้จริงท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของโลกภายนอก หนึ่งในนิทานสะท้อนความจริงในจิตใจมนุษย์ คือเรื่องราวของขอทานแขนเดียว พระอาจารย์เซนฟังจั้ง และกองอิฐปริศนา
กาลครั้งหนึ่ง ณ วัดเซนอันเงียบสงบ ที่ซึ่งพระอาจารย์นาม ฟังจั้ง พำนักอยู่ ได้มีชายขอทานซึ่งพิการเหลือแขนเพียงข้างเดียว เดินทางมายังวัดเพื่อขอทาน ด้วยความหวังที่จะได้รับความเมตตาจากพระที่วัดแห่งนี้ ชายขอทานกล่าวขอทานจากพระอาจารย์ฟังจั้ง
ทว่า แทนที่พระอาจารย์จะหยิบยื่นเงินหรืออาหารให้ชายขอทาน แต่กลับชี้มือไปยังกองอิฐที่วางอยู่หน้าวัด แล้วกล่าวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหลังวัดก่อนเถอะ”
คำพูดนั้นสร้างความไม่พอใจกับขอทานพิการผู้รันทด เขากล่าวสวนด้วยความขุ่นเคือง “ข้าเหลือแขนเพียงข้างเดียว ท่านก็เห็นอยู่ แล้วจะให้ข้าย้ายอิฐกองใหญ่นี้ได้อย่างไร? ข้ามาเพื่อขอทาน หากท่านไม่ประสงค์จะให้ ก็ไม่เป็นไร เหตุใดต้องมาล้อเลียนเยาะเย้ยความพิการของข้าด้วยเล่า!”
พระอาจารย์ฟังจั้งไม่เอ่ยคำโต้ตอบใดๆ เพียงแต่สงบนิ่งและเดินตรงไปยังกองอิฐ แล้วบรรจงใช้แขนเพียงข้างเดียวของท่านยกก้อนอิฐขึ้นและวางลงอย่างมั่นคง จากนั้นหันมากล่าวกับขอทานด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “งานประเภทนี้ แม้มีแขนข้างเดียวก็สามารถทำได้”
ชายพิการได้เห็นท่าทางที่พระอาจารย์ฟังจั้งแสดงให้ดู รู้สึกถึงความละอายในใจและไม่มีคำพูดใดๆ ที่จะโต้แย้ง เขาจึงเริ่มลงมือย้ายก้อนอิฐตามคำขอของพระอาจารย์ ชายขอทานค่อยๆ ใช้แขนข้างเดียวย้ายอิฐทีละก้อน จากหน้าวัดไปยังหลังวัด ถึงแม้จะไม่ได้รวดเร็วอย่างคนที่มีแขนครบสองข้าง และต้องเสียเวลาอยู่พักใหญ่แต่ในที่สุดอิฐท้้งหมดก็ถูกย้าย
เมื่อภารกิจสำเร็จ พระอาจารย์ฟังจั้งได้เดินมาหาขอทาน แล้วมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทน ขอทานแขนเดียวรับเงินนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทาและความรู้สึกตื้นตันใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เขากล่าวคำ “ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่าน” ซ้ำๆ ไม่หยุด
“ไม่ต้องขอบคุณเรา เพราะเงินนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของท่านเอง” พระอาจารย์ฟังจั้งกล่าวตอบกลับชายขอทาน
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้า… ข้าจะจดจำวันนี้เอาไว้” จากนั้นเขาก็ค้อมตัวคำนับพระอาจารย์ด้วยความเคารพสูงสุด ก่อนจะหันหลังเดินจากวัดไปพร้อมกับเงินที่เขา “หามาได้” ด้วยตนเอง และความรู้สึกใหม่เกี่ยวกับ “คุณค่า” ในตัวเอง
เวลาผ่านไปหลายวัน ณ วัดแห่งเดิม มีขอทานอีกคนหนึ่งเดินทางมาขอรับทาน แต่ขอทานผู้นี้มีร่างกายสมบูรณ์ แขนขาสองข้างอยู่ครบ พระอาจารย์ฟังจั้งเห็นดังนั้น จึงพาขอทานผู้นี้เดินไปยังหลังวัด ที่ซึ่งกองอิฐที่ขอทานแขนเดียวย้ายมาวางไว้นั้นตั้งอยู่ ท่านชี้ไปยังกองอิฐนั้นแล้วกล่าวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นกลับไปยังหน้าวัดก่อนเถอะ”
แต่เหตุการณ์กลับไม่เหมือนเดิม ขอทานผู้มีร่างกายสมบูรณ์ผู้นี้ เมื่อได้ยินคำขอของพระอาจารย์ เขากลับแสดงท่าทีไม่พอใจและเพิกเฉย เขาหันกายเดินหนีไปจากวัดทันทีโดยไม่แม้แต่จะลองพิจารณาหรือเอ่ยคำใดๆ
บรรดาศิษย์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ เกิดความสงสัยในพฤติกรรมของพระอาจารย์ จึงเข้าไปเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “ท่านอาจารย์ครับ คราวก่อนท่านให้ขอทานแขนเดียวย้ายอิฐจากหน้าวัดมาหลังวัด แต่วันนี้ท่านกลับให้ขอทานอีกคนย้ายอิฐจากหลังวัดกลับไปหน้าวัด ที่แท้แล้ว ท่านอาจารย์ต้องการให้อิฐกองนี้วางอยู่ที่ใดกันแน่ครับ?”
พระอาจารย์ฟังจั้งหันมามองเหล่าศิษย์ แล้วตอบด้วยประโยคสั้นๆ แต่ลึกซึ้งว่า “อิฐจะวางไว้หน้าวัดหรือหลังวัด ล้วนไม่ต่างกัน ทว่า… การที่พวกเขาจะ ‘ย้าย’ หรือ ‘ไม่ย้าย’ อิฐต่างหาก ที่สำคัญและสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของขอทานเหล่านั้น”
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอีกหลายปี วันหนึ่ง ได้มีชายผู้หนึ่งเดินทางมาที่วัดของพระอาจารย์ฟังจั้ง ท่าทางของเขาดูภูมิฐาน สุขุม แม้ว่าเขามีแขนเหลือเพียงข้างเดียวก็ตาม ชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือขอทานแขนเดียวคนนั้นนั่นเอง!
นับตั้งแต่วันที่เขาได้พบพระอาจารย์ฟังจั้งและได้ย้ายกองอิฐในครั้งนั้น เขาก็ได้ค้นพบ “คุณค่า” และ “ศักยภาพ” ที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง เขาตระหนักว่าแม้ร่างกายจะพิการ แต่เขาก็ยังสามารถทำงาน สร้างประโยชน์ และพึ่งพาตนเองได้ เขาเลิกขอทาน เริ่มต้นหาทางประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ด้วยความมุมานะพยายาม ในที่สุดเขาก็สามารถสร้างฐานะ มีชีวิตที่ดี และค้นพบความสุขและความสำเร็จได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เขาเดินทางกลับมายังวัดในวันนี้ เพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณพระอาจารย์ผู้จุดประกายชีวิตให้เขาอีกครั้ง
ส่วนขอทานอีกผู้หนึ่ง ผู้มีร่างกายสมบูรณ์แต่ปฏิเสธที่จะลงมือย้ายอิฐในวันนั้น… เขาก็ยังคงเป็นขอทาน วนเวียนอยู่ในวังวนแห่งการร้องขอและพึ่งพาผู้อื่นอยู่เรื่อยมา…
ชีวิตของเราทุกคนล้วนมี “กองอิฐ” ที่ต้องเผชิญ อาจเป็นความท้าทายในการงาน ปัญหาความสัมพันธ์ ข้อจำกัดส่วนตัว หรือเป้าหมายที่ดูห่างไกล คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าอิฐกองนั้นใหญ่แค่ไหน หรือเรามี “กี่แขน” ที่จะย้ายมัน แต่อยู่ที่ว่า… เราจะเลือกที่จะลงมือย้ายมันหรือไม่?
คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ความสมบูรณ์พร้อมทางร่างกายหรือสถานะทางสังคม แต่อยู่ที่ “ทัศนคติ” และ “การเลือกที่จะลงมือทำ”
บ่อยครั้ง ความสำเร็จหรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ไม่ได้ต้องการแผนการที่สมบูรณ์แบบ หรือเงื่อนไขที่พร้อมสรรพ แต่ต้องการเพียง “ก้าวแรก” ของการลงมือทำ แม้จะดูเล็กน้อยหรือยากลำบาก จงก้าวข้ามความกลัวและความลังเล แล้วเริ่ม “ย้ายอิฐก้อนแรก” ของคุณ
ข้อมูลอ้างอิง: https://mgronline.com/china/detail/9540000022849

ใส่ความเห็น