อีวา คอร์: พลังแห่งการให้อภัยที่โลกตะลึง

Published by

on

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ชาวยิวหลายล้านคนเสียชีวิต อีวา มอเซส คอร์ และน้องสาวถูกจับเป็นหนูทดลองในค่ายเอาช์วิตซ์ แต่รอดชีวิตและต่อสู้เพื่อให้อภัยคนที่ทำร้ายเธอ สะท้อนพลังของการให้อภัยในชีวิตมนุษย์

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ชาวยิว เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อันดำมืดของมนุษยชาติ ที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2   ที่คร่าชีวิตของชาวยิวนับล้าน  พร้อมกับสร้างรอยแผลเป็นในใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย และผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจะเลือนหายไปได้ 

ในปี 1944 ครอบครัวชาวยิวที่อาศัยอยู่ในยุโรปได้ถูกทหารนาซีสังหารเป็นจำนวนมาก   และบางส่วนได้ถูกจับไปยังค่ายกักกันต่างๆ เช่นเดียวกับครอบครัวของ อีวา มอเซส คอร์ (Eva Mozes Kor) เด็กหญิงฝาแฝดชาวโรมาเนียเชื้อสายยิว ที่ถูกจับโดยทหารนาซีพร้อมกับครอบครัวของเธอ ที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ พี่สาว 2 คน และน้องสาวฝาแฝดของเธอ ชื่อ มิเรียม มอเซส (Miriam Mozes)

ทั้งหมดถูกต้อนขึ้นรถไฟขนสัตว์ พร้อมชาวยิวคนอื่นๆ นับพัน จากโรมาเนีย โดยไม่มีทั้งน้ำและอาหาร อีกทั้งต้องอยู่ในสภาพที่เบียดเสียดแออัด และสุขอนามัยที่ย่ำแย่  สู่ ค่ายกักกันเอาช์วิตซ์-เบียร์เคเนา (Auschwitz-Birkenau) ประเทศโปแลนด์ ที่เสมือนแดนที่กลายเป็นสุสานของชาวยิวนับล้าน

ค่ายกักกันเอาช์วิตซ์-เบียร์เคเนา (Auschwitz-Birkenau) ประเทศโปแลนด์ ที่เสมือนแดนที่กลายเป็นสุสานของชาวยิวนับล้าน
Credit: UNESCO.org

ทันทีที่ลงจากรถไฟ ท่ามกลางความโกลาหล เสียงตะโกน และความสับสน อีวาในวัยเพียง 10 ขวบ และมิเรียมฝาแฝดของเธอ ก็ต้องเผชิญกับการพลัดพรากครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต พ่อ แม่ และพี่สาว 2 คน คือ อีดิธ (Edit) และ อลิซ (Aliz) ถูกทหารนาซี จับแยกออกจากอีวาและมิเรียม นั่นคือครั้งสุดท้ายที่อีวาได้เห็นหน้าแม่ พ่อ และพี่สาวทั้งสองของเธอ พวกเขาถูกคัดแยกไปอีกทางหนึ่ง และเสียชีวิตในห้องรมแก๊สในเวลาต่อมา

อีวาและมิเรียมถูกแยกออกมา เพราะพวกเธอคือ “ฝาแฝด” ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งของ นายแพทย์โยเซฟ เมงเกเล (Dr. Josef Mengele) ผู้เป็นนายแพทย์ที่มีอำนาจมากในค่ายกักกันนี้ และยังเป็นนักมานุษยวิทยาชาวเยอรมัน ผู้หลงใหลในการศึกษาเรื่องพันธุกรรม ที่ต้องการศึกษาความลับที่ทำให้เกิดเด็กฝาแฝด เพื่อนำไปสู่การเพิ่มจำนวนประชากรให้กับชาวเยอรมัน 

อีวาและมิเรียม กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มฝาแฝดประมาณ 1,500 คู่ ที่ตกเป็นหนูทดลองของเมงเกเลและทีมแพทย์ของเขา ซึ่งจะถูกเรียกว่า ‘เด็กๆ ของเมงเกเล’ (Mengele’s Children)   โดยชีวิตในแต่ละวันคือฝันร้ายที่ไม่สิ้นสุด ต้องเผชิญกับการทดลองที่โหดร้ายและเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้แก่ ต้องถูกเปลือยร่างกาย เพื่อให้แพทย์วัดขนาดทุกส่วนของร่างกาย เปรียบเทียบความเหมือนและความต่างระหว่างฝาแฝดอย่างละเอียด   การเจาะเลือดในปริมาณมาก เพื่อนำไปศึกษา   

และการทดลองที่อันตรายที่สุด คือ การฉีดสารเคมีและเชื้อโรค เพื่อดูและสังเกตอาการเปรียบเทียบระหว่างฝาแฝดที่ถูกฉีด กับคนที่ไม่ได้รับการฉีด ศึกษาปฏิกิริยาและการตอบสนองของร่างกายต่อสารหรือเชื้อโรคนั้น   การทดลองนี้ทำให้เด็กๆ จำนวนมากล้มป่วยอย่างทรมานและเสียชีวิต   ซึ่งครั้งหนึ่งอีวาก็เคยป่วยหนักและเกือบเสียชีวิตเพราะการทดลองนี้   แพทย์ที่ดูแลบอกกับเมงเกเลว่าเธอคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสองสัปดาห์ แต่อีวารู้ดีว่าหากเธอตาย มิเรียมฝาแฝดของเธอก็จะถูกฆ่าทันที และจะถูกนำไปผ่าเพื่อศึกษา   จากความคิดนี้เองที่กลายเป็นพลังใจอันแรงกล้า อีวากัดฟันสู้ บอกตัวเองซ้ำๆ ว่า “ฉันต้องรอด! ฉันต้องไม่ตาย!” และด้วยปาฏิหาริย์หรือความเข้มแข็งของจิตใจ เธอก็สามารถฟื้นตัวจากอาการป่วยหนักครั้งนั้นมาได้ 

หลังจาก 9 เดือนในค่ายนรกแห่งนี้ที่เต็มไปด้วย ความโหดร้าย ความทรมาน และความหวาดกลัว อีวาและมิเรียมก็ได้รับการปลดปล่อย พร้อมชาวยิวคนอื่นๆ เมื่อกองทัพแดงของโซเวียตเคลื่อนพลมาถึงค่ายเอาช์วิตซ์-เบียร์เคเนา   โดยอิวาและมิเรียมได้เดินทางกลับไปยังโรมาเนีย และย้ายไปอยู่ที่ประเทศอิสราเอล ในเวลาต่อมา   

ทั้งสองได้เริ่มชีวิตใหม่ อีวาเข้ารับราชการในกองทัพอิสราเอล และได้แต่งงานกับ ไมเคิล “มิกกี้” คอร์ (Michael “Mickey” Kor) ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว หลังจากนั้นได้ย้ายไปตั้งรกรากที่ รัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา ส่วนมิเรียมเข้ารับการศึกษาด้านการพยาบาล และยังคงอาศัยอยู่ในอิสราเอล เธอแต่งงาน และมีลูกสามคน แต่สุขภาพของมิเรียมไม่สู้ดีนัก ไตของเธอได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากการทดลองฉีดสารเคมีในค่ายเอาช์วิตซ์

ในปี 1984 อีวาและมิเรียม ได้ร่วมก่อตั้ง องค์กร CANDLES (Children of Auschwitz Nazi Deadly Lab Experiments Survivors) เพื่อตามหาและรวบรวมข้อมูลของผู้รอดชีวิตจากการทดลองของเมงเกเลให้ได้มากที่สุด รวมถึงเพื่อเป็นกระบอกเสียงในการบอกเล่าเรื่องราวความโหดร้ายที่เกิดขึ้น   โดยได้รับแรงกระตุ้นจากมินิซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง “Holocaust” ที่ทำลายกำแพงความเงียบที่เธอได้เก็บงำความเจ็บปวดเอาไว้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเธอก็รู้ดีว่าบาดแผลและความขมขื่นยังคงเกาะกุมจิตใจเธออยู่ตลอดเวลา 

อีวา มอเซส คอร์ (Eva Mozes Kor) กลับมาที่ค่ายกักกันเอาช์วิตซ์-เบียร์เคเนา (Auschwitz-Birkenau) ประเทศโปแลนด์ ที่เสมือนแดนที่กลายเป็นสุสานของชาวยิวนับล้าน
Credit: Indiana University East

ในปี 1993 อีวา และ CANDLES ต้องการใครสักคนจากฝ่ายนาซี   มายืนยันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องรมแก๊ส เพื่อลบล้างคำกล่าวอ้างของพวกที่ปฏิเสธการมีอยู่ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust)   และเธอก็ได้พบกับนายแพทย์ฮันส์ มุนช์ (Dr. Hans Münch) อดีตแพทย์นาซีที่เคยทำงานในค่ายเอาช์วิตซ์   ซึ่งมุนช์ยอมรับและเล่าถึงสิ่งที่เขาเห็นในเอาช์วิตซ์ เขายินดีที่จะเดินทางไปยังเอาช์วิตซ์พร้อมกับอีวา เพื่อลงนามในเอกสารรับรองการมีอยู่จริงและการทำงานของห้องรมแก๊ส ในวาระครบรอบ 50 ปี การปลดปล่อยค่ายเอาช์วิตซ์ 

อีวาครุ่นคิดว่าจะมอบอะไรเป็นการตอบแทน เพื่อเป็นการขอบคุณน้ำใจของมุนช์ เธอตระหนักว่าสิ่งเดียวที่เธอสามารถให้ได้ และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด คือ “การให้อภัย” เธอจึงเขียนจดหมายให้อภัยถึงนายแพทย์มุนช์ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดต่อเธอโดยตรงก็ตาม

แต่แล้ว อีวาก็เกิดความคิดที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นขึ้นมาในใจ… ถ้าเธอสามารถให้อภัยมุนช์ได้ ทำไมเธอจะให้อภัยคนอื่นๆ ไม่ได้? ทำไมเธอจะให้อภัย “เทพแห่งความตาย” อย่าง โยเซฟ เมงเกเล ไม่ได้? ความคิดนี้เองที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ 

อีวาตระหนักว่า การแบกรับความเกลียดชังและความเจ็บปวดมาตลอด 50 ปี มันคือการตกเป็น “นักโทษ” ของอดีต ถึงแม้เธอจะเป็นอิสระจากค่ายมรณะมาหลายสิบปี แต่เป็นเธอเองที่จองจำตัวเองไว้กับความแค้น ที่มีแต่จะกัดกินจิตใจของเธอเอง เธอเล่าว่า “การให้อภัย ไม่ใช่การทำเพื่อผู้กระทำผิด ไม่ใช่การลบล้างความผิด หรือการบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นถูกต้อง แต่การให้อภัย คือการกระทำเพื่อปลดปล่อย “ตัวเธอเอง” ออกจากพันธนาการของความเจ็บปวดและความเป็นเหยื่อ” มันคือการประกาศอิสรภาพทางใจ คือการดึงอำนาจกลับคืนมาสู่ตัวเธอเอง

และนี้คือหนึ่งในใจความจาก “คำประกาศการให้อภัย” ของอีวา ในปี 1995 “ข้าพเจ้า… ขอประกาศ ณ สถานที่แห่งนี้ ว่าข้าพเจ้าให้อภัยแก่เทพแห่งความตาย โยเซฟ เมงเกเล ข้าพเจ้าให้อภัยนาซีทุกคน ข้าพเจ้าให้อภัยทุกคนที่เคยทำร้ายข้าพเจ้า… การให้อภัยนี้เป็นของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว เป็นของขวัญที่ข้าพเจ้ามอบให้ตัวเอง เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้เป็นอิสระจากเอาช์วิตซ์ และเป็นอิสระจากอดีต”

การกระทำของอีวา คอร์ สร้างแรงสั่นสะเทือนและก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้รอดชีวิต หลายคนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง พวกเขามองว่าการให้อภัยนาซีเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้ เป็นการทรยศต่อเหยื่อหลายล้านคนที่เสียชีวิตไป อีวาเข้าใจและเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง เธอยืนยันเสมอว่า การให้อภัยของเธอเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล เป็น “การเยียวยาตนเอง” (self-healing) และ “การเสริมพลังอำนาจให้ตนเอง” (self-empowerment) น่าเศร้าที่ มิเรียม มอเซส น้องสาวฝาแฝดของอีวา ได้เสียชีวิตลงในปี 1993 ทำให้ไ่ม่ได้ร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ 

อีวา มอเซส คอร์ ถึงแก่กรรมอย่างสงบด้วยวัย 85 ปี เมื่อปี 2019   โดยเรื่องราวของเธอ คือบทพิสูจน์อันทรงพลังของจิตวิญญาณมนุษย์ที่ไม่ยอมจำนนต่อความมืดมิด   เธอใช้พลังแห่งการให้อภัย เพื่อปลดปล่อยเธอ จากพันธนาการของอดีตที่โหดร้าย และก้าวข้ามบาดแผลในอดีต อีวา คือ “เปลวเทียน” ที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของเอาช์วิตซ์ และแสงสว่างนั้นจะยังคงส่องนำทางให้เราได้เรียนรู้ถึงพลังแห่งการให้อภัย ความหวัง และศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ในการเอาชนะความเกลียดชังและความเจ็บปวด เพื่อค้นพบสันติสุขที่แท้จริงในหัวใจของตนเอง    

ข้อมูลอ้างอิง:

ใส่ความเห็น