เมื่อมีเกิดต้องมีดับ เมื่อมีความสุขก็ต้องมีความทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาโลกที่ผู้คนทุกคนต้องได้พบเจอ เรื่องราวของนางกีสาโคตมีในพระไตรปิฎกของศาสนาพุทธ เป็น เรื่องราวที่ว่าด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องการเกิด-ดับ และการจัดการความทุข์ ที่นางกีสาโคตมีต้องเผชิญกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส ซึ่งราวของนางเป็นบทเรียนที่น่าสนใจและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิต และทำให้เราเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดียิ่งขึ้น
ประวัติของนางกีสาโคตมีก่อนพบพระพุทธเจ้า:
นางกีสาโคตมีเป็นธิดาของอดีตเศรษฐีในกรุงสาวัตถี นางแต่งงานกับบุตรชายของเศรษฐีอีกคนหนึ่งและมีบุตรด้วยกัน อย่างไรก็ตาม บุตรของนางเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก ในวัยที่กำลังเดิน ทำให้นางโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากนางไม่เคยเห็นความตาย ทำให้นางไม่ยอมรับความจริงและพยายามหาทางที่จะทำให้ลูกชายของเธอกลับคืนมา
นางอุ้มศพลูกชายไปตามหาหมอเพื่อรักษา นางเดินไปถามตามบ้านเรือนต่างๆ เพื่อสอบถามหายาที่จะรักษา แต่ไม่มีใครที่สามารถช่วยเธอได้ ทุกคนต่างๆ มองว่านางเป็นบ้า เนื่องจากการเสียลูกไปตั้งแต่ยังเล็ก จนมาพบกับบัณฑิตท่านหนึ่ง ได้แนะนำนางให้ไปทูลถามจากพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน
ตอนพบพระพุทธเจ้าและได้รับคำสอน:
นางกีสาโคตมีจึงเดินทางไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเห็นถึงความทุกข์ของนางเป็นอย่างมาก หากตรัสสอนตรงๆ นางคงไม่รับฟัง จึงได้หาวิธีสอนนางด้วยการเรียนรู้เอง โดยให้นางไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเพื่อมาทำเป็นยารักษา แต่มีเงื่อนไขว่าต้องมาจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อน

นางกีสาโคตมีจึงเร่งออกเดินทางไปตามหา ทุกบ้านมีเมล็ดพันธุ์ผักกาด แต่ไม่มีบ้านไหนเลยที่ไม่เคยมีคนตาย นางจึงไม่สามารถรับเมล็ดพันธุ์ฯ มาจากบ้านไหนได้เลย นางจึงเริ่มตระหนักถึงความจริงที่ว่า ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เฉพาะลูกของนางที่ตาย แต่ทุกๆ บ้านก็จะมีคนที่ตายเฉกเช่นเดียวกับลูกของนาง
เมื่อนางรู้ความจริงข้อนี้ จึงวางลูกของตนเองไว้ในป่า และกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อนางกลับมา พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเกี่ยวกับความไม่เที่ยงของชีวิต ความตายนั้น เป็นของธรรมดา ที่มีคู่กับสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลก และความจริงที่ว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หลังจากที่นางกีสาโคตมีได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน นางจึงตัดสินใจบวชเป็นภิกษุณี โดยมีนามว่า “พระกีสาโคตมีเถรี”
ชีวิตหลังจากบรรลุคำสอนของพระพุทธเจ้า:
หลังจากบวชเป็นภิกษุณี พระกีสาโคตมีเถรีได้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด เจริญภาวนาสมาธิ และพิจารณาธรรม จนในที่สุด พระกีสาโคตมีเถรีก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และได้รับยกย่องเป็นเอกทัตคะ ด้านผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง คือ ดำรงตนเป็นพระเถรีผู้เคร่งครัดในการใช้สอยบริหาร ยินดีเฉพาะผ้าไตรจีวรที่มีสีปอน ๆ และเศร้าหมอง
บทเรียนชีวิตที่ได้จากเรื่องราว
อริยสัจ 4: หลักธรรมสำคัญแห่งการดับความทุกข์
บทเรียนจากเรื่องราวของนางกีสาโคตมี ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียลูกอันเป็นที่รัก ซึ่งถือเป็นความทุกข์ที่ใหญ่หลวงสำหรับเธอ คือ การที่ต้องยอมรับกับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมรับในความทุกข์ที่ทำให้เศร้าหมอง เข้าใจในความเป็นไปของสัจธรรม ที่เมื่อเกิดแล้วต้องมีดับไป ทุกสิ่งบนโลกนี้จะหลีกหนีสัจจะแห่งธรรมนี้ไปไม่พ้น
การที่นางกีสาโคตมีรู้ว่าตนเองมี ทุกข์ และรู้เหตุแห่งของความทุกข์ของตนเอง หรือ สมุทัย ก็คือ ความเศร้าจากการสูญเสียลูก ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการหาทางในการดับทุกข์ หรือ นิโรธ ก็คือ การยอมรับในสัจธรรมเรื่องการดับ สุดท้าย ก็คือ การหาหนทางแห่งการดับทุกข์ หรือ มรรค ซึ่งนางตัดสินใจบวชเป็นภิกษุณี เพื่อเข้าสู่การฝึกปฏิบัติธรรม
ซึ่งหลักธรรมทั้งหมดเหล่านี้คือ อริยสัจ 4 ซึ่งหลักคำสอนสำคัญในพุทธศาสนานั่นเอง โดยเราสามารถนำหลักคำสอนดังกล่าวไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ เมื่อเราเกิดความทุกข์ขึ้น ไม่จำเป็นต้องเกิดการสูญเสียคนรักเหมือนอย่างนางกีสาโคตมีก็ได้ เช่น ทุกข์ที่เกิดจากคำติ คำนินทาจากผู้อื่น หรือ ทุกข์ที่เกิดจากความอยากได้อยากมีเหมือนเพื่อนที่ทำงาน เป็นต้น
กุศโลบายแห่งปัญญา: พระพุทธเจ้าสอนนางกีสาโคตามีให้รู้แจ้งสัจธรรมด้วยตนเอง
พระพุทธเจ้ามิได้เริ่มด้วยการเทศนาธรรมให้นางกีสาโคตมีฟัง เมื่อคราวที่นางเค้าเฝ้าพระองค์ในครั้งแรก แต่ใช้กุศโลบายให้นางค้นหาคำตอบของสัจธรรมนี้ด้วยตนเอง ด้วยการไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาด จากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อน
เหตุที่พระองค์ไม่แสดงธรรมให้นางฟังเลยในเบื้องต้นนั้น เนื่องจากจิตใจของนางกีสาโคตมียังอยู่อารมณ์เศร้าและมุ่งแต่จะทางที่จะให้ลูกของตนเองฟื้น ไม่ได้เปิดที่จะรับหรือฟังสิ่งใดเข้าไป การที่พระองค์ใช้กุศโลบายนี้ ก็เป็นวิธีการอันแยบยลที่ทำให้นางได้ฟื้นคืนสติ และเข้าใจโลกได้จากการค้นหาด้วยตนเอง
จากเรื่องราวนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การแก้ไขปัญหาใดๆ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง เสมอไป ถึงแม้วิธีการนั้นๆ จะสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง แต่ให้พิจารณาถึงสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าและปรับเปลี่ยนวิธีการไปตามสถานการณ์นั้นๆ ดังที่ พระพุทธเจ้าทรงออกกุศโลบายให้กับนางกีสาโคตมี เพื่อเรียนรู้ในสัจธรรมด้วยตนเอง
สรุป:
เรื่องราวของนางกีสาโคตมีสะท้อนสัจธรรมของชีวิตที่ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง มีเกิดมีดับ มีสุขมีทุกข์ นางต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ด้วยปัญญาและกุศโลบายของพระพุทธเจ้า นางจึงตระหนักถึงความจริงของชีวิตและสามารถก้าวผ่านความทุกข์ได้ เรื่องราวของนางเป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่สอนให้เรายอมรับสัจธรรม เข้าใจความทุกข์ และหาหนทางดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ 4 ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ใส่ความเห็น