เคยได้ยินคำกล่าวของครูบาอาจารย์หลายท่าน ธรรมะ คือ ธรรมชาติ หากเราวางจิตวางใจให้ถูก รู้จักทำจิตให้ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนมากเกินไป แค่นี้มนุษย์อย่างเราก็สามารถเป็นสุขได้ และครั้งนี้ได้รับบทความหนึ่งที่น่าสนใจ อยากนำมาคิดและวิเคราะห์ว่ามีธรรมะใดที่สามารถสอนเราให้มีความสุขได้
บทเรียนธรรมะจากคนขับแท็กซี่
พระสงฆ์รูปหนึ่ง เรียกแท็กซี่คันหนึ่งเพื่อให้ไปส่งที่วัด ตกลงจะจ่ายค่าโดยสาร ๕๐ บาท พระสงฆ์นั่งข้างหน้าคู่กับคนขับเมื่อรถแล่นไปพักหนึ่ง คนขับแท็กซี่ถามว่า ท่านบวชพระมานานแล้วหรือ พระสงฆ์ตอบว่าบวชมานานแล้ว
เขาถามต่อ “ท่านบวชแล้วมีความสุขดีหรือ”
“ก็เรื่อยๆ นะ” พระสงฆ์ตอบแล้วถามกลับไปบ้างว่า
“คุณขับแท็กซี่มานานแล้วหรือ”
“นานแล้วครับ ผมขับแท็กซี่มา ๒๗ ปีแล้วครับ”
“ขับแท๊กซี่แล้วมีความสุขดีหรือ”
“มีความสุขมากครับ ผบขับแท็กซี่แล้วผมดับทุกข์ได้” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ทำให้พระสงฆ์นึกถึงเรื่องสิทธาถะที่พายเรือข้ามฟากขึ้นมาทันที
“คุณขับแท็กซี่ตลอดเวลาไม่เคยประกอบอาชีพอื่นเลยหรือ” พระสงฆ์ถามต่อ
เขาตอบว่า “ผมเคยขับรถที่กระทรวงแห่งหนึ่ง แต่ผมอยู่ไม่ได้ ผมไม่ชอบระบบราชการที่เล่นพรรคเล่นพวกกันเหลือเกิน ทำราชการต้องมีเส้นสายครับ ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน ค่าของคนอยู่ที่ว่า เป็นคนของใคร ผมเบื่อหน่ายจึงลาออกไปเป็นพนักงานขับรถที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ผมก็อยู่ไม่ได้ ”
“ทำไม ที่มหาวิทยาลัยนั้นก็มีการเล่นพรรคเล่นพวกกันหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมขอถามหน่อย คนเราเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร คนเรียนมากเป็นคนฉลาดมากขึ้นใช่ไหม”
“ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น”
“คนเรียนมากฉลาดมากควรมีความสุขมากขึ้นใช่หรือไม่ แต่ผมว่าไม่จริงประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นสอนผมว่า คนเรียนมากฉลาดมากกลับทุกข์มากขึ้น พวกด๊อกเตอร์ ครูบาอาจารย์ที่นั่นมีความทุกข์เหลือเกิน ตัวเองทุกข์คนเดียวไม่พอยังทำให้นิสิต นักศึกษาทุกข์ไปด้วย ที่เป็นเช่นนั้นแสดงว่าต้องมีอะไรผิดพลาดในระบบการศึกษาของชาติเป็นแน่”
“คุณเห็นว่าผิดพลาดอย่างไร ” พระสงฆ์ซักต่อ
“ผมว่าครูบาอาจารย์สอนผิด พวกเขาสอนให้คนมีความทุกข์แทนที่จะสอนให้คนมีความสุข ผมเตือนพวกเขาให้เปลี่ยนวิธีสอนใหม่เพื่อให้คนมีความสุขพวกเขาไม่เชื่อผม ผมจึงลาออกมาขับแท็กซี่เลยครับ”
“คุณบอกพวกเขาว่าอย่างไร”
“อักษรไทยมีพชัญชนะกี่ตัว” เขาย้อนถาม
“สี่สิบสี่ตัว” พระสงฆ์ตอบ
“ในสี่สิบสี่ตัวท่านทราบไหมว่าอักษรตัวไหนดีและตัวไหนชั่วผมไปบอกพวกครูบาอาจารย์ให้สอนเด็กว่าอักษรตัวไหนเป็นตัวดีและตัวใดเป็นตัวชั่วเด็กจะได้ไม่ทุกข์ พวกครูบาอาจารย์ไม่ฟังผม พวกเขาบอกว่าหนังสือไม่มีตัวดีตัวชั่ว มีแต่กลาง ๆ”
พระสงฆ์ถามเขาว่า “อักษรอะไรเป็นตัวดี อะไรเป็นตัวชั่ว”
“ตัวชั่วมี ๓ ตัว คือ ล ก ล ตัวดีมี ๓ ตัว คือ พ ห ช ”
“ล ก ล หมายถึงอะไร”
เขาตอบว่า “ท่านเป็นพระไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ล ก ล ก็คือ โลภ โกรธ หลง นั่นไง มันชั่วไหมท่าน”
“ใช่แล้ว โลภ โกรธ หลง เป็นอกุศลมูลคือรากเหง้าของความชั่ว คุณเล่นย่ออย่างนี้ใครจะไปรู้ ว่าแต่ พ ห ช คืออะไร เป็นตัวดีจริงหรือเปล่า”
เขาตอบว่า “เพื่อนที่ขับแท๊กซี่ด้วยกันมีความทุกข์มาก พวกเขาบ่นว่า ค่าเช่าแพง รายได้ก็น้อย แต่ผมไม่ทุกข์เพราะผมใช้ พ พาน คือ รู้จักพอ คนเราถ้ารู้จักพอจะมีความสุขใช่ไหม”
พระสงฆ์เห็นด้วยกับคำตอบของเขา เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า “สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ ความรู้จักพอเป็นยอดทรัพย์” คนจนมีสองประเภทคือ คนจนเพราะไม่มี กับ คนจนเพราะไม่พอ คนส่วนใหญ่จนเพราะไม่รู้จักคำว่าพอ
ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล
จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ ต้องคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ
คนที่มีความสุขในชีวิตต้องเป็นคนรู้จักพอ หมายถึงว่า “พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ทำ” ใครไม่มีสิ่งที่ชอบก็ต้องชอบสิ่งที่ตนมี ภาษิตฝรั่งว่า “นกตัวเดียวในกำมือดีกว่านกสองตัวบนต้นไม้” คนไทยทุกวันนี้หลงอยู่ในวัตถุนิยม ได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ
พระสงฆ์ถามคนขับแท็กซี่ต้อไปว่า “ห คืออะไร”
เขาตอบว่า “ห คือ รู้จักให้ ถ้าผู้โดยสารต่อราคากับผม ผมลดให้เขาบ้าง ถ้าผู้โดยสารขอให้ผมไปส่งต่ออีกนิด ผมก็ไปให้ ผมถือว่า ผมให้บริการแก่ผู้โดยสาร ผู้โดยสารก็ให้ค่าโดยสารแก่ผม”
พระสงฆ์เห็นด้วยกับเขา สังคมอยู่ได้เพราะมีการให้และการรับ จิตที่คิดจะให้ดีกว่าจิตที่คิดจะเอา ในครอบครัวใดทุกคนคิดแต่จะเอาจะไม่มีใครได้ แต่ถ้าทุกคนคิดแต่จะให้ทุกคนจะได้ อาตมาถามต่อไปว่า “แล้ว ช คืออะไร”
ขณะนั้นรถแท็กซี่ติดไฟแดงอยู่หน้าสุด ไฟเขียวส่งสัญญาณขึ้นแล้ว คนขับแท๊กซี่ยังไม่ยอมออกรถเพราะสนทนาธรรมเพลิน รถคันหลังจึงบีบแตร่ไล่คนขับแท๊กซี่จึงบอกว่า “ ไฟเขียวเพิ่งขึ้น เขาบีบแตร่ไล่ผมแล้ว ไม่รู้จะรีบไปตายที่ไหน ผมโดนบีบแตร่ไล่ประจำ แต่ผมก็ไม่โกรธหรือหัวเสียเพราะผมใช้ ช ครับ”
“หมายถึงอะไร”
“ช คือ ช่างเขาเถอะ ผมโดนบีบแตร่ไล่ผมก็คิดว่าช่างเถอะ” นั่นคือการปล่อยวางแบบหนึ่งทำให้สบายใจดี
ใครชอบใครชังช่างเถิด ใครเชิดใครแช่งช่างเขา
ใครเบื่อใครบ่นทนเอา ใจเราร่มเย็นเป็นพอ
เมื่อแท็กซี่มาถึงวัดมหาธาตุฯ พระสงฆ์จ่ายค่าแท็กซี่ไป ๖๐ บาท เพิ่มจากราคาที่ตกลงกันไว้ ๑๐ บาท แต่เขารับเพียง ๕๐ บาท เมื่อถามว่าเพราะเหตุใด
เขาตอบว่า “ผมไม่เอาหรอกครับ ผมรู้จักพอ” แล้วเขาก็ขับรถต่อไปอย่างมีความสุข เพราะเขามีธรรมประจำใจสามข้อเท่านั้น คือ
1. รู้จักพอ (สันโดษ)
2. รู้จักให้ (ทาน)
3. และรู้จักปล่อยวาง (จาคะ)
สรุปธรรมะสำคัญใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

1. สันโดษ (การรู้จักพอ)
สันโดษ คือ การพอใจในสิ่งที่มี และไม่โลภอยากได้เกินกว่าความจำเป็น เมื่อเรารู้จักพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี ชีวิตจะไม่ถูกครอบงำด้วยความต้องการที่ไม่สิ้นสุด ทำให้สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้
2. ทาน (การรู้จักให้)
การให้หรือ “ทาน” หมายถึง การแบ่งปันสิ่งของหรือการบริการโดยไม่หวังผลตอบแทน การให้ไม่จำเป็นต้องเป็นการบริจาคทรัพย์สินที่มีมูลค่า แต่ยังรวมถึงการช่วยเหลือคนอื่นด้วยน้ำใจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม ความสุขจากการให้ทำให้จิตใจเบิกบานและเพิ่มความพอใจในชีวิตมากขึ้น
3. จาคะ (การรู้จักปล่อยวาง)
หมายถึง การสละและการปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ โดยเฉพาะความโกรธและความเครียด เมื่อพบกับสถานการณ์ที่ไม่พึงพอใจ การปล่อยวางเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างความสุขและลดความทุกข์ในชีวิต เช่น การถูกบีบแตร่ไล่ คนขับแท็กซี่ในบทความได้เลือกใช้หลัก “ช่างเถอะ”

นอกจากนี้ บทความยังสะท้อนถึงการใช้ธรรมะในการแก้ไขความทุกข์ โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยง “ล ก ล” ซึ่งหมายถึง โลภ โกรธ และหลง ซึ่งเป็นรากเหง้าของความทุกข์ และส่งเสริมการปฏิบัติตามหลัก “พ ห ช” ซึ่งหมายถึง รู้จักพอ (พ), รู้จักให้ (ห), และรู้จักปล่อยวาง (ช) เพื่อสร้างความสุขที่แท้จริงในชีวิต
Credite: เพจ คติธรรม วาทะธรรม พระพรหมบัณฑิต / ศ.ดร.พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมมจิตโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส

ใส่ความเห็น