7 เรื่องของมนุษย์เงินเดือนควรมี

Published by

on

จากการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน มากกว่า 20 ปี ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ยากลำบาก และช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจ สลับปะปนกันไป ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ผ่านประสบการณ์การลงมือทำ ความผิดพลาดหรือเห็นตัวอย่างจากคนข้างรอบที่ร่วมงานกันมา ซึ่งหากจะถอดบทเรียนเพื่อเป็นเหมือนคู่มือ หรือเคล็ดวิชาสำหรับน้องหรือท่านอื่นๆ ที่ยังมีความอยากหรือจำเป็นต้องทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน การมีเรื่องหรือข้อคิด 7 ข้อนี้ ก็คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อย 

แน่นอนทุกคนทำงานก็ต้องการเงิน ใครๆ ก็ต้องการเงิน การจะบอกว่าทำงานเพื่ออุดมการณ์ ไม่สนใจเรื่องเงินก็ดูจะเวอร์วังไปหน่อย แต่หากเราเลือกแรงขับว่าเราทำงานต้องการเงินเยอะๆ เงินเดือนขึ้นมากๆ สุดท้ายเราจะหาจุดที่สิ้นสุดไม่เจอ ไม่พอใจอยู่ตลอด เงินเดือนน้อยจัง ทำตั้งเยอะ เราก็จะมองหางานใหม่ที่เงินเดือนมากขึ้น และก็จะเป็นอย่างนี้ไม่สิ้นสุด แล้วเราจะทำยังไงละ ข้อเสนอคือ เราก็ทำงานเพื่อเงินนั้นแหละ แต่ไม่ใช่ข้อแรก เป็นข้อสอง ส่วนข้อแรก คือ “เราทำงานเพื่อส่งมอบคุณค่าของเรา” เพราะว่าทุกคนมีคุณค่าที่แสดงออกมา ผ่านผลงานที่ทุกคนได้ทำออกมา ผ่านการทำงานร่วมกับทีมงาน ดังนั้น การตั้งเป้าในการทำงานเพื่อคุณค่าเป็นข้อแรก มันจส่งะผลให้คุณ ตั้งใจที่จะแสดงผลงาน หรือการทำงานร่วมกับผู้อื่น ในอีกแบบหนึ่ง เพราะไม่มีใครที่คิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า ลองเปลี่ยนมุมมองและมาดูกันว่าจะมีสิ่งดีๆ อะไรเกิดขึ้นบ้างในชีวิตการทำงาน ลองดูครับ

Respect หรือการให้ความเคารพ หรือให้เกียรติ เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน หรือผู้ร่วมงานอื่นๆ ในองค์กร คำนี้มันเป็นคำที่มีพลัง มันเหมือนออกมาจากข้างในตัวตนจริงๆ มันอาจจะมีคำอื่นๆ เช่น อ่อนน้อม สัมมาคารวะ แต่รู้สึกว่ามันแสดงออกเพียงแค่ทางกายภาพ มันดูไม่ได้มาจากข้างในจริงๆ การให้เกียรติ มันสิ่งที่เราต้องคิดออกมาจากข้างใน และแสดงออกมาจริง กับ หัวหน้า เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานอื่นๆ ซึ่งมันออกมาจากข้างในเราแล้ว มันก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นการให้เกียรติในความเห็นของเพื่อนร่วมงาน รับฟังอย่างตั้งใจในการรับข้อเสนอแนะจากหัวหน้า ดังนั้น ในความเห็นคำว่า Respect จึงเป็นคาถา ที่จะช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับทุกๆ คนในองค์กรได้อย่างดี 

หลายๆ คนก็จะรู้สึกว่าจะมีอะไรนอกจากความเครียด เครียดว่าจะทำงานไม่ทัน เครียดว่าจะทำออกมาไม่ได้ เครียดว่างานนี้ฉันไม่เคยทำเลย อะไรประมาณนี้   แต่อยากมาลองสังเกตุดีๆ ว่า หลังจากเราทำงานนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว เราได้อะไรจากมัน “ทักษะหรือความรู้ใหม่” เพราะงานทุกงานที่เราทำมันเป็นแบบฝึกหัดชั้นดี ที่ทำให้เราเก่งขึ้น บางคนไม่เคยทำวาระการประชุม พอได้ทำไปแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้ ครั้งหน้าก็สามารถทำได้แล้ว เผลอๆ บางคนยังสามารถพัฒนาได้อีกด้วย หรือการทำงานกับผู้ใหญ่ หรือคนที่เราไม่รู้จัก เพราะนอกจากเรายังได้เรียนรู้เทคนิคการทำงานร่วมกับคนๆ นั้นแล้ว รู้ว่าเค้าชอบหรือไม่ชอบอะไร เรายังพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ไปอีกขั้นหนึ่งด้วย โดยสำหรับข้อนี้ สำหรับใครจะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่ว่าเปิดรับมันมากแค่ไหนตอนลงมือทำงาน หากเปิดใจยอมรับและเรียนรู้ไปกับการทำงาน ความรู้บางอย่างอาจหาเรียนในคอร์สอบรมไม่ได้ หรือถ้ามีก็แพงมาก 

คำพูดนี้ จะเป็นคำพูดที่ติดปากสำหรับคนที่มีลักษณะ ไม่อยากพัฒนา หรือมี Fixed Mindset และมันเป็นข้ออ้างระดับคลาสิค หากงานที่ตัวเองทำนั้นไม่ถูกใจผู้บริหาร หรือหัวหน้างาน ครั้งก่อนหนูก็ทำแบบนี้ คนก่อนหน้าก็ทำผมก็ทำตาม นอกจากนี้และที่ร้ายกว่านั้น   คำพูดประมาณนี้จะเป็นการฝังความคิดการไม่อยากพัฒนาตัวเองลงไปในสมองเราด้วย    เพราะฉะนั้นใครที่ไม่อยากเป็นคนแบบนี้ต้องเลิกในความคิดแบบนี้ ของทุกสิ่ง งานทุกอย่าง ล้วนมีช่วงเวลาของมัน มันอาจจะใช้ได้ในเวลาหนึ่งแต่อีกช่วงเวลาหนึ่งมันอาจใช้ไม่ได้หรือตกยุคไปแล้วก็ได้   ลองยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้าการส่งบันทึกข้อความที่เป็นกระดาษมันดีอยู่แล้ว ทำไมเราต้องเปลี่ยนมาใช้ E-mail หรือปัจจุบันมีระบบ Chat ผ่านทั้งทาง LINE Whatapp หรือ Microsoft team ดังนั้น เราควรจำไว้เสมอว่างานที่เราทำงานทุกงานสามารถพัฒนาได้ ปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้เสมอ หากคุณปรับเปลี่ยน Mindset เป็นแบบนี้แล้ว นอกจากเราจะได้งานที่ดีขึ้นแล้ว   มันยังเป็นการฝึกทักษะในด้านการคิดพัฒนา และสร้างสรรค์อีกด้วย ลองฝึกดู ของแบบนี้ไม่มีขาย ต้องฝึกเอง 

เคยรู้สึกว่างานมันยุ่ง หรือรู้สึกว่าทำไมเราเจอปัญหาอะไรก็ไม่รู้เวลาทำงาน ถ้าเคย ลองถามกลับมาที่ตัวเองนะครับว่า เราเคยวางแผนงานมัย   ถ้าไม่เคยก็แน่นอนคุณก็จะเจอสภาพแบบนี้ การวางแผนงานเป็นทักษะ เริ่มต้นของการทำงานทุกอย่างเลยก็ว่าได้   ไม่ใช่เฉพาะต้องทำงานโครงการ หรือจัด Event ใดๆ ต้องจะมีแผนงาน   แต่ในการทำงานแต่ละวัน ก็ต้องมีแผนว่าเราจะทำอะไรบ้างวันนี้ มีกี่งานต้องทำ งานใดที่ค้างมาจากเมื่อวานบ้าง สำหรับเทคนิคการวางแผนที่ดีต่างๆ นั้น จะเป็นแบบเราก็สามารถค้นหาได้อย่างมากมายจาก Google ก็ลองเลือกดูว่าเทคนิคไหนที่เหมาะกับเรา อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องการวางแผน คือ เมื่อวานแผนงานแล้วจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในการทำงาน ซึ่งเรื่องนั้นผิดมาก เพราะปัญหาต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดสำหรับการทำงาน   แต่การวางแผนเป็นการลดความเสี่ยง หรือลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาขึ้นได้ หรือไม่เกิดขึ้นเลย หรือหากเกิดเราก็จะมีแนวทางจัดการได้ หรือประมาณว่า มีแผน B หรือ แผน C อะไรทำนองนั้นแหละ 

อย่างที่มีคำกล่าวว่า “หากหยุดเรียนรู้ ก็หมายถึงการถอยหลังลงคลอง” และยิ่งในยุคนี้แล้ว ยุคหลัง Covid เราต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับงานที่ตัวเองก็ได้ และจริงๆ ก็ไม่ควร เราควรเรียนรู้ในหลากหลายความรู้ เพื่อให้ทันโลก ทันเหตุการณ์   การเรียนรู้ก็สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น อ่านหนังสือ, ฟัง Poscast, ดู youtube, พูดคุยกับคนเก่งๆ หรือแม้แต่การได้ทำงานที่เราไม่เคยทำ ก็ถือเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง      ดังนั้น เราก็ควรจะเลือกวิธีการ หรือ pattern ที่ถูกกับเราหรือถูกกับจริตเรา ว่าเราชอบอะไร ถนัดแบบไหน ให้เรารู้สึกมีความสุขในการที่จะเรียนรู้ 

ได้มีโอกาสได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำงานเรื่องการพัฒนาคน ได้พูดคุยกันหลายเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาคน พัฒนามนุษย์ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านได้ถ่ายทอดให้ฟังว่า “ชีวิตคนเรา จะมีวงกลมอยู่ 3 วง คือ คือ ครอบครัว (รวมถึงเพื่อนด้วยนะ) ตัวเอง และ งาน” โดยวงกลมทั้งสามวงนี้จะร้อยคล้องกัน เหมือนตราสัญลักษณ์ของช่อง 7 (ถ้าให้บรรยายภาพ)   การที่เราจะมีความสุขหรือมีความสมดุลในชีวิตนั้น   วงทั้งสามวงนี้ต้องคล้องร้อยกัน และมีขนาดเท่าๆ กัน หรือใกล้เคียงกัน นั้นหมายถึง เราต้องดูแลให้ความสำคัญกับวง 3 วงนี้ในระดับเท่าๆ กันหรือใกล้เคียงกัน การให้ความสำคัญกับงานนั้น เป็นเรื่องดี ทุ่มเทกับงานเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่เราต้องอย่าลืมว่า มีวงกลมอีก 2 วงต้องให้ความใส่ใจด้วย คือ ครอบครัว และตัวเอง เราถึงจะมีความสุขหรือความสมดุลในชีวิตได้ หรือจะสนใจแต่ตัวเอง งานไม่เอา ครอบครัวไม่ยุ่ง จะทำอะไรไม่สนใจใคร สนใจแต่ตัวเองก็ไม่ได้ ดังนั้นการที่เราอยากจะมีความสุขหรือสมดุลในชีวิต ต้องรักษาและดูแลวงกลมทั้งสามวงนี้ ให้ไปด้วยกันเสมอ เพราะ “งานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต”

วงกลมชีวิต

การทำงานเป็นพนักงาน Office หรือที่เราเรียกกันคือ การเป็นมนุษย์เงินเดือน นั้น เปรียบเสมือนการเป็นมือปืนรับจ้าง ที่เราจะเข้าไปทำงานในสายอาชีพ หรือตำแหน่งที่นายจ้างให้เราเข้าไปทำ การที่ทำงานได้อย่างมีความสุขและมีการเติบโตในสายอาชีพ เราต้องรู้เทคนิคและแทคติกในการทำงานในสายนี้ 7 หัวข้อนี้ เป็นหลักการที่ผู้เขียนได้พิจารณาจากการทำงานตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้อ่าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาอะไรไม่ใช่ว่าเราเพียงแค่รู้ว่าต้องทำอะไร ต้องพัฒนาอะไร แต่อยู่ที่เราเริ่มลงทำ เริ่มลงมือที่จะพัฒนาตนเองแล้วหรือยัง ถ้าหากใครเริ่มแล้วก็ถือว่าท่านได้สำเร็จไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับผม

ใส่ความเห็น